โรคชิคุนกุนยา

Posted on

โรคชิคุนกุนยา

        “โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคที่ติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ที่มีพาหะนำโรคเป็นยุงลาย ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคไข้เดงกี จะต่างกันตรงที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือดนั่นเองค่ะ เราจึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการถึงขั้นรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก

  การติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
เดิมแล้วเชื้อโรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากทวีปแอฟริกา และผู้ที่เป็นคนบรรยายลักษณะของโรคชิคุนกุนยาเป็นคนแรก ก็คือ Marion Robinson และ “W.H.R. Lumsden” ในปี ค.ศ. 1955 โดยก่อนหน้านั้นประมาณ 3 ปี มีการระบาดของโรคในดินแดนที่ราบสูงมากอนดี ซึ่งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศโมแซมบิก และแทนซาเนียในปัจจุบันค่ะ และจากนั้นก็มีการพบการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยาเป็นครั้งคราวในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ โรคนี้จะพบได้มากในฤดูฝน เพราะยุงได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้นด้วยค่ะ สามารถเกิดได้กับคนทุกอายุ แตกต่างกับไข้เลือดออกและหัดเยอรมันที่โดยมากแล้วจะพบในช่วงอายุที่น้อยกว่า 15 ปีค่ะ

  แหล่งที่พบในประเทศไทย
ประเทศไทยมีการค้นพบการระบาดของโรคชิคุนกุนยาจำนวน 7 ครั้ง ด้วยกันค่ะ ได้แก่

  • ครั้งที่ 1 พบเมื่อ พ.ศ. 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์
  • ครั้งที่ 2 พบเมื่อ พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี
  • ครั้งที่ 3-6 พบเมื่อ พ.ศ. 2536 ที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคายค่ะ
  • ครั้งที่ 7 พบเมื่อ พ.ศ. 2551 ที่จังหวัดนราธิวาส และปัตตานีค่ะ

  สาเหตุของโรคชิคุนกุนยา
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ “ชิคุนกุนยา” ซึ่งเป็น RNA Virus และจัดอยู่ใน Genus Alphavirus และ Family Togaviridae ไวรัสชิคุนกุนยามีความใกล้ชิดกับ O’nyong’nyong virus และ Ross River virus ที่พบในประเทศออสเตรเลียอีกด้วยค่ะ และยังเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ Eastern Equine Encephalitis และ Western Equine Encephalitis ด้วยล่ะค่ะ โดยเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาสามารถติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยในขณะที่มีไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสที่ว่านี้ก็จะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะมีการปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัดด้วยค่ะ ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคนี้ได้ค่ะ

  ระยะฟักตัวของโรค
ปกติจะฟักตัวอยู่ประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยก็ประมาณ 2-3 วัน ค่ะ

  ระยะติดต่อ
ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ประมาณวันที่ 2–4 ซึ่งเกิดจากเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาอยู่ในกระแสเลือดมากที่สุดนั่นเอง

  ที่มาของชื่อไวรัสชิคุนกุนยา
มาจากคำในภาษา “Makonde” (เป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกา อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิกค่ะ) เดิมเรียนตามรากศัพท์พื้นเมืองว่า “Kungunvala” เมื่อแปลตามภาษาอังกฤษก็ได้ว่า “That Which Bends Up” ซึ่งไปสอดคล้องกับลักษณะอาการของโรคที่ได้ระบุว่าเป็นการปวดข้อนั่นเองค่ะ

  อาการของโรค

  • ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ อาการของผู้ใหญ่ที่เด่นชัดมากที่สุดก็คือ มีอาการปวดตามข้อ เมื่อตรวจแล้วอาจจะพบข้ออักเสบได้ และโดยมากจะเป็นที่ข้อเล็กๆ มากกว่าข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้นค่ะ
  • อาการปวดข้อจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาจรุนแรงมากขึ้น จนทำให้บางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อได้ และจะหายไปเองภายใน 1-12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยบางรายอาจจะปวดข้ออีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา หรือบางรายอาจจะปวดนานเป็นเดือนหรือเป็นปีก็อาจเป็นได้ค่ะ แต่ก็ยังไม่เคยพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อกเลยค่ะ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก นอกจากนี้ยังพบ Tourniquet test ที่ให้ผลบวก และอาจเกิดจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้ค่ะ

โรคไข้รูมาติก

Posted on

โรคไข้รูมาติก

        “โรคไข้รูมาติก” เป็นโรคที่เกิดทั่วร่างกายที่มีผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดเลือดแดงย่อย (Peri-Arteriolar Connective tissue) และเกิดได้หลังจากการติดเชื้อ บีตา ฮีโมไลติก สเตร็ปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Group A Beta Hemolytic Streptococcus) ที่คอหอย

เชื่อกันว่ากลไกเกิดจากแอนติบอดีไปทำปฏิกิริยาข้าม (Cross-Reactivity) ปฏิกิริยาข้ามนี้เป็นปฏิกิริยาภาวะภูมิไวเกินชนิดที่ 2 (Type II Hypersensitivity) เรียกว่า Molecular Mimicry หรือการเลียนแบบระดับโมเลกุล

โดยทั่วไป บีเซลล์ของร่างกายที่ทำงานจะยังไม่ถูกกระตุ้นในเนื้อเยื่อรอบนอกหากปราศจากการกระตุ้นร่วมจากทีเซลล์ แต่ระหว่างที่มีการติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสเซลล์นำเสนอแอนติเจน (Antigen Presenting Cell) เต็มวัยเช่นบีเซลล์จะนำเสนอแอนติเจนของแบคทีเรียไปยัง CD4-T Cells

ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น Helper T2 Cell ซึ่งเซลล์นี้ต่อไปจะกระตุ้นบีเซลล์ให้กลายเป็นพลาสมาเซลล์ (Plasma Cell) และชักนำให้สร้างแอนติบอดีเพื่อต่อต้านผนังเซลล์ของสเตร็ปโตค็อกคัส อย่างไรก็ตามแอนติบอดีที่สร้างอาจทำปฏิกิริยาต่อกล้ามเนื้อหัวใจและข้อต่อได้ด้วย จึงทำให้มีอาการของไข้รูมาติก

เชื้อ Group A Streptococcus Pyogenes มีผนังเซลล์ที่ประกอบด้วยพอลิเมอร์แตกแขนงซึ่งบางครั้งมีเอ็มโปรตีน (M protein) ซึ่งมีความเป็นแอนติเจนสูง แอนติบอดีที่สร้างจากระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเอ็มโปรตีนอาจข้ามไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนใยกล้ามเนื้อหัวใจ

ชื่อว่าไมโอซิน (Myosin), ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อหัวใจ และเซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดง แล้วกระตุ้นให้หลั่งไซโตไคน์และทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ การอักเสบเกิดขึ้นผ่านทางการจับกันของคอมพลิเมนต์และตัวรับเอฟซี (Fc receptor) แล้วกระตุ้นให้นิวโตรฟิลและแมคโครฟาจเข้ามา

อาจพบลักษณะของ Aschoff bodies ซึ่งประกอบด้วยคอลลาเจนบวมย้อมติดสีอีโอซินล้อมรอบด้วยลิมโฟไซต์ และแมคโครฟาจได้ในกล้องจุลทรรศน์ แมคโครฟาจขนาดใหญ่อาจกลายเป็น Aschoff Giant Cells รอยโรคของลิ้นหัวใจรูมาติกเฉียบพลันอาจเป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดอาศัยเซลล์ (Cell-Mediated Immunity) เพราะรอยโรคนี้มีเซลล์ทีเฮลเปอร์และแมคโครฟาจเด่น

ในไข้รูมาติกเฉียบพลัน รอยโรคนี้จะพบการอักเสบได้ในหัวใจทุกชั้น การอักเสบนี้ทำให้มีสิ่งซึมเยิ้มข้นจากน้ำเหลืองและไฟบรินที่เยื่อหุ้มหัวใจ (Serofibrinous Pericardial Exudates) คล้ายเนยและขนมปังที่เรียกว่า “Bread-And-Butter” Pericarditis

ซึ่งมักหายได้โดยไม่มีผลตามมา รอยโรคของเยื่อบุหัวใจมักเป็นเนื้อตายเฉพาะส่วนแบบไฟบรินอยด์ (Fibrinoid Necrosis) และมีผิวขรุขระตลอดแนวปิดของลิ้นหัวใจด้านซ้าย ผิวขรุขระลักษณะคล้ายหูดนี้เกิดจากการสะสมของสาร ในขณะที่รอยโรคของชั้นใต้เยื่อบุหัวใจกระตุ้นให้เกิดการหนาตัวผิดปกติที่เรียกว่า MacCallum plaques

โรคหัวใจรูมาติกเรื้อรังมีลักษณะเป็นการอักเสบซ้ำๆ และการทุเลาอักเสบชนิดมีไฟบริน (Fibrinous Resolution) โครงสร้างของหัวใจโดยเฉพาะลิ้นหัวใจเปลี่ยนแปลง ได้แก่แผ่นลิ้นหัวใจหนาขึ้น แนวประสานเชื่อมติดกัน (Commissural Fusion) และคอร์ดี เท็นดินีหนาขึ้นและหดสั้นลง

  การป้องกัน

  • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำทำโดยการกำจัดการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน และการให้ยาปฏิชีวนะป้องกัน สมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกาแนะนำการป้องกันด้วยยาทุกวันหรือทุกเดือน ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน หรืออาจตลอดชีวิต การคัดกรองอาการเจ็บคอในเด็กวัยเรียนอาจช่วยในการป้องกันได้ค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “การขูดมดลูก”

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “การขูดมดลูก

 

>> ความหมายของการขูดมดลูก
“การขูดมดลูก” เป็นการใช้ห่วงอันเล็กๆ สอดเข้าทางปากมดลูกเข้าไปในมดลูก ทำการขูดผนังมดลูกเอาส่วนของการตั้งครรภ์หรือเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา เพื่อทำการรักษาการตั้งครรภ์ผิดปกติ การแท้งลูก และการมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าไปในโพรงมดลูก หรืออาจจะเป็นการวินิจฉัยสาเหตุเมื่อเกิดอาการเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก เราอาจจะมีความรู้สึกเจ็บบ้าง จึงได้มีการทำภายใต้การให้ยาป้องกันและยาบรรเทาปวด หรือให้ยาสลบ ซึ่งก็แล้วแต่กรณีของผู้ป่วยที่มีสาเหตุแตกต่างกันออกไปตามความถนัดหรือความชำนาญของแพทย์ที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

>> การขูดมดลูกกรณีต่างๆ

  • การมีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก

เป็นการหาสาเหตุของเลือดที่ออกผิดปกติ โดยการนำเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกและเนื้อเยื่อบุของปากมดลูกไปตรวจหาพยาธิสภาพ ซึ่งทำให้เลือดที่ออกหยุดหรือทุเลาลงได้ค่ะ ปกติแล้วเราจะไม่ได้ทำเพื่อต้องการให้เลือดหยุดไหลอย่างเดียว เพราะการที่จะทำให้เลือดหยุดไหล จะสามารถทำได้โดยการให้ยาแก้ค่ะ (เป็นกรณีที่เรารู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากรังไข่ทำงานผิดปกตินั่นเองค่ะ)

  • การแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้/แท้งไม่ครบ/แท้งค้าง

ไม่ว่าจะเป็นการแท้งที่หยุดยั้งไม่ได้ (คือ การมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ ปวดท้อง ปากมดลูกเปิด) การแท้งไม่ครบ (คือ มีการแท้งแล้ว แต่ส่วนของการตั้งครรภ์หลุดออกมาจากโพรงมดลูกไม่หมดทำให้เลือดไม่หยุดไหลค่ะ) และแท้งค้าง (คือ การแท้งแบบหยุดยั้งไม่ได้ หรือแบบแท้งไม่ครบ ทำให้เลือดออกเรื้อรังเป็นเวลานานๆ เลยล่ะค่ะ) เมื่อทำการขูดเอาส่วนของการตั้งครรภ์ออกมาหมดแล้ว อาการปวดท้องและเลือดออกจะทุเลาและดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับค่ะ

  • ทราบว่าตั้งครรภ์ผิดปกติแน่นอน

เมื่อเราทราบว่าได้ตั้งครรภ์ผิดปกติแน่นอน แพทย์อาจจะทำการขูดมดลูกเพื่อเอาส่วนของการตั้งครรภ์ออกก่อนที่จะมีอาการแท้งออกมาเอง เพื่อจะได้ทำการกำหนดเวลาและสถานที่ และวิธีการ โดยที่ผู้ป่วยกับทางคณะแพทย์จะมีการเตรียมตัวก่อนที่จะทำ มักจะทำในตอนที่อายุครรภ์หรือขนาดของครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เพราะจะมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 12 สัปดาห์ค่ะ หากอายุของครรภ์น้อยกว่า 8 สัปดาห์ หมออาจจะใช้วิธีดูดออกด้วยระบบสุญญากาศอย่างเดียว และการดูดออกด้วยระบบสุญญากาศร่วมกับการขูดมดลูก หรือการขูดมดลูกเพียงอย่างเดียวก็ได้ค่ะ หรือถ้าหากอายุของครรภ์มากกว่า 8 สัปดาห์ขึ้น การใช้สุญญากาศอย่างเดียวอาจได้ผลไม่ดีพอ หรือทำไม่ได้ผลค่ะ


“อาการร้อนใน”

Posted on

“อาการร้อนใน”

สิ่งแรกที่บ่งบอกว่าเราเป็นร้อนในนั้นคือ การถ่ายอุจจาระ ในภาวะปกติคนทั่วไปจะมีอุจจาระสีเหลือง แต่ถ้าหากเรามีอาการร้อนใน อุจจาระจะมีสีน้ำตาลนิด ๆ มีลักษณะคล้ายๆ ครีม ซึ่งแสดงให้รู้ว่าเกิดการขัดแย้งภายในร่างกายของเราขึ้นแล้วล่ะค่ะ และในที่สุดจะมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ถ้าเป็นมากๆ จะมีอาการท้องผูกและขี้ตาแฉะด้วยค่ะ

  • สาเหตุ
    “ร้อนใน” เป็นกลุ่มอาการทางสุขภาพที่เกิดจากการผิดปกติหลายๆ อย่าง ไม่ได้หมายถึงว่าอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นแต่อย่างใด เคยมีผู้เข้าใจผิดว่าอาการร้อนในเป็นเพียงอาการที่ในปากเป็นแผล ลักษณะเป็นดวงหรือจุดขาวใหญ่เท่าๆ เม็ดถั่วเขียว และเจ็บที่แผลแบบปวดแสบปวดร้อน ก็ถือว่าถูกเช่นกันค่ะ แต่ไม่ทั้งหมด สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนในนั้น โดยทั่วไปเกิดจากการรับประทานอาหารที่เผ็ด รสจัด หรือย่อยยากค่ะ เช่น แกงเผ็ด ส้มตำ ข้าวเหนียว ขนุน ลำไย เป็นต้นค่ะ
  • อาการ
    มีขี้ตามาก เป็นแผลจุดขาวใหญ่ ปวดแสบปวดร้อนที่กระพุ้งแก้มด้านในริมฝีปากด้านใน ขอบลิ้น คอแห้ง ปากขม เจ็บคอด้วยล่ะค่ะ และ บางครั้งมีอาการไอ มีเสมหะเหลืองข้น และรู้สึกปวดเมื่อย และครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้เลยล่ะค่ะ จนบางครั้งก็มีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • วิธีป้องกัน
    ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราด้วยล่ะค่ะ คือ เราต้องรู้ว่าร่างกายของเราเป็นหยินหรือหยางมากกว่ากัน และสภาพอากาศตอนนี้เป็นอย่างไร จะกินอาหารอย่างไรให้สอดคล้องกัน จะได้เกิดความสมดุลและอาการร้อนในก็จะไม่เกิดขึ้นค่ะ