โรคมือเท้าช้าง

Posted on

โรคมือเท้าช้าง

             “โรคมือเท้าช้าง” เป็นโรคที่เราสามารถพบเห็นกันค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่มียุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะของโรค โดยจะแพร่หนอนปรสิตวูชีเรเรียแบนครอฟตี หนอนปรสิตบรูเจียมาลายี หนอนปรสิตบี.ทิโมลี มายังคน ทำให้ไข่ของหนอนปรสิตเข้ามาในกระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย มันอาจใช้เวลาฟักตัวนานหลายปีเลยล่ะค่ะ ว่าแล้วก็มาดูรายละเอียดของโรคนี้กันดีกว่าค่ะ………..

  สาเหตุของโรค
โรคมือเท้าช้างเป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมฟิลาเรีย มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายอาศัยอยู่ในระบบน้ำเหลืองของคน โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค อาการที่เห็นได้ชัดคือ ขา แขน หรืออวัยวะเพศบวมโตผิดปกติ เนื่องจากภาวะอุดตันของท่อน้ำเหลือง

  ชนิดของโรคเท้าช้าง

  • ชนิดที่เกิดจากเชื้อบรูเจียมาลายี
    มักมีอาการแขนขาโต พบมากในบริเวณที่ราบทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงนราธิวาส โดยมี “ยุงลายเสือ” เป็นพาหะ ยุงชนิดนี้กัดกินเลือดของสัตว์และคน ชอบออกหากินเวลากลางคืน มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแอ่งหรือหนองน้ำที่มีวัชพืชและพืชน้ำต่างๆ เช่น จอก ผักตบชวา แพงพวยน้ำ หรือหญ้าปล้อง
  • ชนิดที่เกิดจากเชื้อวูชีเรเรียแบนครอฟตี
    มักทำให้เกิดอาการบวมโตของอวัยวะสืบพันธุ์และแขนขา พบมากในบริเวณภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น ที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอละอุ่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นต้น ยุงพาหะนำโรคเท้าช้างชนิดนี้ได้แก่ “ยุงลายป่า” เพาะพันธุ์ตามป่าไผ่ ในโพรงไม้ และกระบอกไม้ไผ่ ปัจจุบันพบว่าเชื้อโรคเท้าช้างชนิดวูชีเรเรียแบนครอฟตี สายพันธุ์ที่นำเข้าโดยผู้อพยพจากชายแดนไทย-พม่า มียุงพาหะหลายชนิดรวมทั้งยุงรำคาญ ซึ่งเป็นยุงบ้านที่พบได้ทั่วไป

……ผู้ป่วยที่เป็นโรคมือเท้าช้างมักจะเกิดจากการที่ถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลายครั้ง อาการในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อเยื่อภายใน รวมทั้งมีการปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวรและผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมีลักษณะขรุขระนั่นเองค่ะ………


โรคไส้ติ่งอักเสบ

Posted on

โรคไส้ติ่งอักเสบ

 

อาการปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่วๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบๆ สะดือ อาจเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้

แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการปวดแบบมาตรฐาน(classical symptom) จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพักๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก pre-ileal or post-ileal type) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่างๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา

อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆ

การรักษา ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ ต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว

ปวดท้องทั่วไปจากโรคอื่นๆ โดยทั่วไป มักปวดเป็นพักๆ

ถ้าเป็นจากโรคแผลในกระเพาะ มักปวดใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับอาหาร โดยจะท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย หรือปวดจุกเสียดก็ได้ มักเป็นหลังอาหาร( คือทานอาหารแล้วแย่ลง) แต่ถ้าเป็น แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเป็นที่ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา มักปวดจุกเสียดก่อนอาหาร พอทานอาหารแล้วจะดีขึ้น

อาการปวดจากถุงน้ำดี มักเป็นที่ชายโครงขวา อาจมีร้าวไป บริเวณมุมล่างของสะบักขวาหรือบริเวณระหว่างสะบัก จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ จะมีอาการแน่นหรืออืด หลังทานอาหารมันๆ (Fat Intolerance) หรือมีปวดท้องหลังอาหารเย็นเป็นพักๆ ที่ชายโครงขวา (Biliary Colic) ปวดจากนิ่วในท่อไต อาการปวดจะเป็นพักๆ มากบริเวณเอวด้านหลังอาจร้าวมาขาหนีบ หรือบริเวณอัณฑะ ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ

ปวดจากปีกมดลูก หรือรังไข่ จะปวดบริเวณท้องน้อย ไม่สัมพันธ์กับอาหาร มักมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ ทางช่องคลอดร่วมด้วย

จะสังเกตว่าอาการปวดท้อง ในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่ง หรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกกันยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้ แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด


โรคหินปูนเกาะกระดูกหู

Posted on

โรคหินปูนเกาะกระดูกหู

 

       ปกติแล้วการได้ยินของมนุษย์เรา เกิดจากเสียงผ่านใบหู ช่องหูชั้นนอก เยื่อบุแก้วหู กระดูกค้อน กระดูกทั่ง กระดูกโกลน และไปยังหูชั้นใน ซึ่งต่อกับประสาทหู และไปยังสมอง โรคหินปูนเกาะกระดูกหู เกิดจาก หินปูนที่เจริญผิดปกติในหูชั้นกลาง เกาะระหว่างฐานของกระดูกโกลน (Stapes) กับช่องรูปไข่ (Oval Window) ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลาง และหูชั้นใน ทำให้เสียงไม่สามารถผ่านจากหูชั้นกลาง เข้าไปในหูชั้นในได้ตามปกติ ทำให้หูอื้อ หรือหูตึง นอกจากนั้น อาจเกิดหินปูนเจริญผิดที่ในหูชั้นใน หรือหินปูนที่ผิดปกติในหูชั้นกลางปล่อยเอนไซม์บางชนิดเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ (Cochlear Otosclerosis)

  สาเหตุของการเกิดหินปูน
สาเหตุของการเกิดหินปูนเจริญผิดที่ในหูชั้นกลาง และหูชั้นใน ยังไม่ทราบแน่ชัด จากการศึกษาพบว่า มีแนวโน้มที่โรคนี้จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติ คนในครอบครัวโดยเฉพาะพ่อ แม่เป็นโรคนี้ด้วย ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ โอกาสที่ลูกเป็นโรคนี้คือร้อยละ 25 แต่ถ้าพ่อและแม่เป็นโรคนี้ โอกาสที่ลูกเป็นโรคนี้จะสูงถึงร้อยละ 50 โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า และมักพบในอายุ 30-40 ปี และมักพบในชนชาติผิวขาวมากกว่าชาวเอเชียและผิวดำ นอกจากนั้นพบว่าโรคนี้ อาจมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ (เพราะพบว่าในระหว่างตั้งครรภ์ อาการหูอื้อ อาจมากขึ้นได้) หรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด

  อาการ
อาการของโรคนี้ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ อาการหูอื้อ ซึ่งมักจะมีอาการหูอื้อมากขึ้นเรื่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยบางรายอาจให้ประวัติว่าไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือมีเสียงดังในหูได้ ซึ่งเสียงดังในหูมักจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหูอื้อมากขึ้นเรื่อยๆ   ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะเป็นข้างเดียวก่อน และต่อมามักจะเป็นกับหูอีกข้าง การสูญเสียการได้ยินมักเป็นแบบการนำเสียงเสีย (conductive hearing loss) บางรายอาจมีการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทเสียงเสีย โดยมักเสียที่ความถี่ต่ำก่อน ในเวลาต่อมาจะเสียที่ความถี่สูง

  การวินิจฉัยโรค
แพทย์จะซักประวัติอาการทางหู และระยะเวลาที่เป็น และทำการตรวจหู เพื่อวินิจฉัยแยกโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการทางหูที่คล้ายกันได้ และส่งตรวจการได้ยิน (Audiogram) ซึ่งเป็นกราฟที่บอกความสามารถในการได้ยินเสียงที่ระดับความถี่ต่างๆ และตรวจการทำงานของหูชั้นกลาง

  การรักษา
อาการหูอื้อที่เกิดจากโรคนี้ ประกอบด้วยวิธีที่ไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด ในรายที่หูอื้อไม่มาก และเป็น 2 ข้าง หรือหูอื้อมาก แต่เป็นข้างเดียว อีกข้างยังปกติ อาจยังไม่ต้องรักษาได้ เมื่อมีปัญหาหูอื้อมาก จนมีปัญหาในการสื่อสาร และรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันจึงให้การรักษา

  • วิธีที่ไม่ผ่าตัด
    เป็นการใช้เครื่องช่วยฟัง (hearing aid) เหมาะในผู้ป่วยที่มีการสูญเสียการได้ยินไม่มาก เครื่องช่วยฟังจะช่วยขยายเสียงที่ได้รับ ทำให้ผู้ป่วยได้ยินดีขึ้นได้ ซึ่งแพทย์ และ/หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตวิทยา จะแนะนำเครื่องช่วยฟังชนิดต่างๆที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป
  • วิธีผ่าตัด 
    แพทย์จะทำการเอากระดูกหูส่วนที่เป็นโรคออก (มักจะเป็นกระดูกโกลน) และใส่วัสดุเทียมเข้าไป เพื่อทำหน้าที่ในการส่งผ่านเสียงแทนกระดูกที่มีหินปูนยึดติด ทำให้การนำเสียงกลับมาเป็นปกติ ทำให้การสูญเสียการได้ยินดีขึ้น นอกจากนั้นประมาณร้อย 50 ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด เสียงดังในหูจะหายไป การผ่าตัดมักจะทำเพียงข้างใดข้างหนึ่งก่อน โดยแพทย์มักจะทำผ่าตัดในหูข้างที่เสียมากกว่าก่อน

โรคริดสีดวงทวาร

Posted on

โรคริดสีดวงทวาร

           โรคริดสีดวงทวาร พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย อาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ สามารถหายได้เองในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอายและไม่กล้าไปพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มักใช้เวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรงจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด

  สาเหตุ
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารมากกว่าสาเหตุ อื่นๆ ก็คือ ท้องผูกเรื้อรัง เนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่ดีหลายๆ ประการ เช่น ไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา นั่งทำงานตลอดทั้งวัน ประกอบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกมากขึ้น

นอกจากท้องผูกเรื้อรังแล้ว ริดสีดวงทวารยังสามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะท้องเสียเรื้อรัง การตั้งครรภ์ซึ่งจะหายไปได้เองหลังการคลอดบุตร หรืออาจเกิดจากพันธุกรรม ความชรา การยกของหนัก หรือการยืนนานๆ นั่นเองค่ะ

  โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • ริดสีดวงทวารภายใน ริดสีดวงทวารชนิดนี้จะไม่ค่อยเจ็บปวด เนื่องจากบริเวณที่เป็นจะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
  •  ริดสีดวงทวารภายนอก จะเป็นก้อนอยู่ข้างนอก มีผิวหนังคลุมอยู่ มักมีอาการคันและเจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน เนื่องจากผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด

  ความรุนแรงของอาการ

  • ระยะที่ 1
    มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย หากท้องผูก เลือดจะยิ่งไหลออกมามากขึ้น เพราะมีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่โป่งพองมากขึ้น
  • ระยะที่ 2
    เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ
  • ระยะที่ 3
    ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาขณะถ่ายอุจจาระ และไม่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องใช้นิ้วช่วยดัน
  • ระยะที่ 4
    ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถใช้มือดันกลับเข้าไปได้

  การรักษา

  • การรักษามีหลายวิธี โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก ในระยะต้นๆ จะใช้การรักษาด้วยยา เช่น ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือยาสเตียรอยด์เหน็บทวาร เพื่อลดการอักเสบ ควรใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้นและไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจใช้ยางชนิดพิเศษรัดริดสีดวงทวาร ซึ่งได้ผลดี ไม่เจ็บ และสามารถทำได้บ่อยๆ บางแห่งอาจรักษาด้วยการจี้ริดสีดวงทวาร เช่น การจี้ด้วยอินฟราเรด แต่ไม่จำเป็นนัก
  • โดยทั่วไปหากอาการไม่รุนแรงจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัด ยกเว้นบางรายที่เป็นทั้งริดสีดวงภายนอกและภายในพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถใช้ยางรัดได้ เพราะจะเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือหัวริดสีดวงเน่าจากการขาดเลือด จึงจะรักษาด้วยการผ่าตัด
  • ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ๆ ที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยลง ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นด้วย

  วิธีป้องกัน

  • ระวังอย่าให้ท้องผูก ด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น สะดวกต่อการขับถ่าย และลดการเสียดสีกับเส้นเลือดที่โป่งพองบริเวณทวารหนัก
  • ฝึกอุปนิสัยถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นค่ะ

โรคเส้นเลือดขอด

Posted on

โรคเส้นเลือดขอด

 

  สาเหตุของโรคเส้นเลือดขอด
“โรคเส้นเลือดขอด” นั้นเกิดจากความผิดปกติของลิ้นเล็กๆ ที่อยู่ในหลอดเลือดดำของคุณ ไม่สามารถสกัดกั้นการไหลย้อนของเลือดได้ เพราะเหตุนี้จึงทำให้เลือดเกิดการคั่งค้างอยู่ในหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งได้แก่ บริเวณส่วนที่อยู่ใกล้ผิวหนัง จนทำให้เห็นเป็นเส้นเลือดที่โป่งพองออกมาเป็นก้อน หรืออาจจะเป็นเส้นเลือดฝอยแตกคล้ายๆ กับแผนที่หรือใยแมงมุมนั่นเองค่ะ ทั้งหมดนี้อาจจะเกิดจากการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันวัน หรืออาจเกิดจากพันธุ์ก็ได้เช่นกันค่ะ ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะสามารถเข้ารับการรักษาโรคเส้นเลือดขอดเพื่อให้หายขาดได้แล้วก็ตาม แต่ถ้าเราไม่มีปัญหาเส้นเลือดขอดก็จะดีกว่านะคะ

  วิธีการป้องกันโรคเส้นเลือดขอด

  • ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่คับเกินจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเอวและต้นขา เพราะจะทำให้เกิดแรงกดต่อเส้นเลือดดำที่ขา จนทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก คุณควรจะสวมเสื้อผ้าให้พอดีตัว และไม่รัดเข็มขัดจนแน่นเกินไป  กางเกงชั้นในก็ไม่ควรรัดเกินไปด้วยค่ะ
  • ไม่ควรยืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ คุณควรจะเดินเร็วสลับกับการยืนก็ได้ค่ะ ถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรนั่งไขว้ขาด้วยนะคะ เพราะจะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปได้ช้า และนอกจากนี้การเดินยังทำให้กล้ามเนื้อขาของคุณหดตัว และเป็นการบีบไล่เลือดในเส้นเลือดดำขึ้นสู่ด้านบนด้วยค่ะ ที่สำคัญยังมีส่วนที่ช่วยป้องกันจากโรคอ้วนอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
  • ควรฝึกกล้ามเนื้อน่อง เพราะว่ากล้ามเนื้อบริเวณน่องเป็นกล้ามเนื้อส่วนสำคัญที่ช่วยในการบีบเลือดออกจากเส้นเลือดดำให้กลับขึ้นสู่ด้านบน วิธีการฝึกกล้ามเนื้อน่อง ได้แก่ การยืนตัวตรง แล้วค่อยๆ เขย่งเท้าขึ้นช้าๆ และลงช้าๆ ทำแบบนี้จำนวน 3 ชุด ชุดละ 10 ครั้ง และควรใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ค่ะ เพื่อเป็นการทำให้กล้ามเนื้อขาของคุณแข็งแรงโดยทั่วกันทุกส่วนนั่นเองค่ะ
  • ควรใส่ถุงน่องที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ เพราะจะมีส่วนในการช่วยกดเส้นเลือดดำบริเวณใกล้ผิวหนังให้แฟบลงได้ค่ะ
  • แนะนำให้ยกเท้าสูงในเวลานอนนะคะ เพราะว่าการนอนยกเท้าสูงเหนือระดับหัวใจ ประมาณครั้งละ 15นาที จะสามารถช่วยทำให้เลือดในเส้นเลือดดำที่ขาของคุณไหลกลับเข้าไปสู่ร่างกายส่วนบนได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ ถ้าหากว่าคุณหาโอกาสนอนยกเท้าสูงไม่ได้ ก็ให้หาที่พักเท้าบนม้านั่งหรือที่พักเท้าแทนการวางเท้าบนพื้นก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งเช่นกันค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

             เป็นที่ทราบกันว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่ร้ายแรงอย่างมาก คนที่ตายด้วยโรคนี้เป็นอันดับต้นๆ วันนี้เราจึงนำสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ เพื่อที่จะเรียนรู้จักกับโรคนี้และหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ค่ะ มาดูกันเลยดีกว่า….

  อาการของโรคมะเร็ง
ในระยะเริ่มแรกโรคมะเร็งจะไม่แสดงอาการนะคะ อวัยวะต่างๆ ก็ไม่มีอาการที่แสดงออกมาให้เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็มีสามารถสังเกตอาการของตัวเองได้ ดังนี้ค่ะ

  • มีตุ่ม ก้อน หรือแผลเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น อวัยวะเหล่านี้จะมีลักษณะที่โตขึ้นผิดปกติค่ะ
  • หูดหรือปานของคุณโตขึ้นผิดปกติ
  • หากมีแผล ก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ไม่หายสักทีและโตขึ้นด้วยค่ะ
  • เสียงจะแหบเรื่อยๆ และเกิดอาการไอโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เกิดอาการตกขาวหรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด
  • เกิดอาการท้องอืด เบื่ออาหาร และผอมลงอย่างมาก หรือกลืนอาหารลำบากด้วยค่ะ
  • ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะที่ผิดปกไปจากเดิม

  สาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อกันว่าสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ที่ทดลองได้นั้น เราเรียกกันว่า “คาร์ซิโนเจน” (Carcinogen) ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซมที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ปกติในร่างกายพิการไปด้วย โดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยล่ะค่ะ จนเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และลุกลามไปเบียดเสียดเซลล์ดีออกไป จนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้น และแตกกระจายออกไปเป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุดนั่นเองค่ะ

  แนวทางการรักษา

  • ในระยะเริ่มเป็นอาจจะใช้วิธีการผ่าตัด ฉายแสง หรือใส่แร่เรเดียม หรืออาจจะต้องทำร่วมกันทั้งหมดก็ได้ค่ะ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์นั่นเองค่ะ
  • ระยะต่อมาจะใช้สารเคมี ฉายแสงรังสี ซึ่งจะทำกับรายที่เป็นมากและมีอาการหนักแล้ว เป็นการช่วยประทังให้คนไข้มีชีวิตอยู่และบางรายก็จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วยค่ะ

โรคลมพิษ

Posted on

โรคลมพิษ

          “โรคลมพิษ (Urticaria)” เป็นโรคที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้น นูนแดง ไม่มีขุย ปื้นมีขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 0.5-10 เซนติเมตร มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน ขา แต่ละผื่นจะคงอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นนั้นจะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่อาจมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ทั้งมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง หน้า-ตาบวม ปากบวม ควรพบแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการเหล่านี้ เช่น แน่นหน้าอก เกิดจากมีการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดอาการหอบหืดถึงชีวิตได้ 

  ชนิดของโรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ลมพิษเฉียบพลัน ผื่นลมพิษเป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์
  • ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

  สาเหตุของโรคลมพิษทั้ง 2 กลุ่มมีดังนี้

  • อาหาร เช่น อาหารทะเล สารกันบูด สีผสมอาหารบางชนิด
  • ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้
  • การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์
  • อิทธิพลทางกายภาพ ผู้ป่วยบางรายผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
  • การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น แพ้ยา ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด
  • ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง ต่อ ต่อย
  • มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิดจากมีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนังทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัส หรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางรายอาจมีผื่นลมพิษ แต่มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นอยู่นานมักเกิน 24 ชั่วโมง เวลาหายมักมีรอยดำ

ผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากแม้ว่าแพทย์ได้พยายามตรวจอย่างละเอียดแล้วแต่ก็ยังหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มากพอที่จะอธิบายหาสาเหตุได้ทั้งหมด ผู้ป่วยลมพิษจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาด

ผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนังควรปฏิบัติตัวดังนี้ งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดเฉพาะผื่นลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด นำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอเมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที ไม่แกะเกาผิวหนัง อาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึมจนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา อาจใช้โลชั่นคาลาไมน์ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย

….สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ในรายที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขสาเหตุได้ เมื่อกินยาต้านฮีสตามีนผื่นลมพิษมักหาย แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบหรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้โดยง่าย แพทย์ต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษให้ได้ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงจะค่อยๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายโรคอาจเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติไม่ควรวิตกกังวลค่ะ…