โรคซีสต์เต้านม

Posted on

โรคซีสต์เต้านม

>> สาเหตุ
อาจเกิดจากภาวะการเปลี่ยนแปลงต่อมเต้านมในร่างกาย มีน้ำเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเต้านม รวมตัวเป็นถุงน้ำ สิ่งเหล่านี้มีการควบคุมโดยฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงมีอยู่เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเต้านม และในที่สุดก็เป็นซีสต์ และพบว่าซีสต์โตขึ้นและพบซีสต์ได้บ่อยขึ้นในช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะมาและซีสต์จะเล็กลง เมื่อประจำเดือนมาแล้วนั่นเองค่ะ

>> ลักษณะผิดปกติที่สามารถสังเกตได้
ปวดบริเวณเต้านม อาจเจ็บหรือปวดเนื่องจากน้ำในซีส ดันเนื้อนมรอบข้าง ทำให้เต้านมตึง ทำให้ปวดและบางครั้งอาจจะคลำพบก้อนที่เต้านมด้วยก็ได้ ก้อนที่เต้านม อาจมีได้หลายตำแหน่ง และอาจโตๆ ยุบๆ ได้ค่ะ

>> รู้ตัวเมื่อไหร่ว่าเป็นซีสต์
ก้อนที่เต้านมที่เป็นซีสต์จะโตๆ ยุบๆ ตามรอบเดือน มะเร็งมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซีสต์มักจะเจ็บ มะเร็งมักจะไม่เจ็บ ซีสต์มักจะนุ่มๆ หยุ่นๆ มะเร็งมักจะแข็ง ลักษณะดังกล่าวพบจะบอกได้คร่าวๆ ว่าเป็นซีสต์หรือเป็นมะเร็งค่ะ ส่วนการตรวจอื่นๆ ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นซีสต์หรือก้อนเนื้อ ก็คือ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งจะบอกได้ว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นน้ำหรือเป็นเนื้อ หรือใช้เข็มฉีดยาเจาะดู หากเป็นซีสต์น้ำจะได้น้ำออกมา และก้อนยุบหายไปค่ะ

>> มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่
เพราะว่าซีสต์เต้านมส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งเต้านมมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นแหละค่ะที่ซีสต์ที่เกิดขึ้นมีความผิดปกติตั้งแต่ต้นที่มีลักษณะเป็นมะเร็งเต้านม การจะทราบได้หรือไม่ว่าซีสต์ที่เป็นนั้น มีแนวโน้มว่าจะกลาย เป็นหรือไม่นั้น ต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ แต่โดยทั่วไปแพทย์สามารถบอกได้ว่าลักษณะของซีสต์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่

>> เมื่อเป็นแล้วจะได้ผ่าตัดหรือไม่
หากซีสต์ที่พบมีส่วนที่เป็นเนื้อปนอยู่ หรือเป็นซีสต์เนื้อ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ว่าก้อนที่พบนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ หากไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อจะด้วยการผ่าตัด หรือด้วยการเจาะเนื้อดูก็ได้ เพราะฉะนั้นหากรู้แน่นอนว่าเป็นซีสต์ ก็ไม่ต้องผ่าตัด แต่หากไม่แน่ใจ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นซีสหรือเป็นมะเร็งกันแน่ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก n3k.in.th ]]


โรคหลอดเลือดอักเสบ

Posted on

โรคหลอดเลือดอักเสบ

 

           โรคหลอดเลือดอักเสบ เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กที่มี อายุเฉลี่ยประมาณ 6 ขวบค่ะ ส่วนใหญ่มักจะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง โดยในประเทศไทยของเรานั้นพบโรคหลอดเลือดอักเสบในอัตรา 22 คน ต่อ ประชากร 100,000 คน เลยล่ะค่ะ ว่าแล้วก็มาดูรายละเอียดของโรคนี้กันดีกว่าค่ะ….

>> สาเหตุ
สาเหตุของโรคหลอดเลือดอักเสบยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก แต่ก็พอสันนิษฐานกันได้ว่า โรคนี้ได้เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งอาจถูกกระตุ้นด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กอักเสบ และแสดงอาการต่างๆ ออกมาทางส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตา ผิวหนัง ทางเดินอาหาร กระดูกและข้อ รวมทั้งไต ซึ่งอาการอักเสบของเส้นเลือดขนาดเล็กนี้ มักเกิดขึ้นตามหลังการเชื้อทางเดินหายใจ อย่างเช่นการป่วยหรือเป็นหวัดมาก่อนหน้านี้ค่ะ

>> อาการ
ผู้ป่วยโรคนี้อาจจะแสดงอาการออกมาหลายอย่าง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของร่างกาย บางคนอาจจะมีอาการปวดท้อง ปวดตามข้อ ไตอักเสบ มีผื่นเป็นลักษณะแดงขึ้นเกิดขึ้นตามผิวหนัง ขา เท้า แขน และก้น หากนอนมากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ข้อบวมอักเสบ โดยเฉพาะที่ข้อเท้า หัวเข่า ปวดท้อง เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือภาวะลำไส้กลืนกัน รวมถึงไตอักเสบ แต่หากเป็นหนักก็ถึงขั้นไตวายเสียชีวิต ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยมากค่ะ

>> การรักษา
สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดอักเสบนั้น แพทย์จะรักษาตามอาการที่ปรากฏ พร้อมกับให้ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อควบคุมอาการหลักของโรคให้ทุเลาลง เช่น หากผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องเลือดจาง ซีด แพทย์ก็จะให้เลือดเพิ่ม อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

…..ไม่ว่าอย่างไรก็ตามโรคหลอดเลือดอักเสบนี้ไม่ใช่โรคระบาดหรือว่าโรคติดต่อ เพราะฉะนั้นหากรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา ผู้ป่วยก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ภายในระยะเวลาไม่นานค่ะ….

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคน้ำกัดเท้า

Posted on

โรคน้ำกัดเท้า

 

โรคน้ำกัดเท้า เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา สามารถพบบ่อยโรคหนึ่ง เกิดได้กับทุกเพศและทุกวัย แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และในช่วงวัยรุ่น พบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และเนื่องจากเป็นโรคพบบ่อยจากเท้าเปียกน้ำหรือจากการลุยน้ำ จึงเรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า”

>> อาการของโรคน้ำกัดเท้า
มักเกิดตามง่ามเท้า ซึ่งเกิดได้กับทุกง่ามเท้า แต่พบบ่อยกว่า ระหว่างง่ามเท้านิ้วที่ 3 และที่ 4 และที่ 4 และที่ 5 โดยอาการที่พบบ่อย คือ ผิวหนังส่วนเกิดโรคจะแห้งตกสะเก็ด แตกเป็นร่องแผลสด บวม เจ็บ และคัน บางครั้งอาจขึ้นเป็นตุ่มน้ำ และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ ซึ่งเพิ่มการอักเสบ บวม แดง ร้อน และอาจเกิดเป็นหนองได้ ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้น

>> การรักษาโรคน้ำกัดเท้า

  • ใช้ยารักษาเชื้อราเฉพาะที่บริเวณแผล อาจเป็นยาครีม เจล ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ถ้าหากเป็นการทายาบรรเทาอาการคัน ควรต้องระวัง เพราะเมื่อมีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์ อาจทำให้โรคลุกลามได้ค่ะ
  • การรักษาความสะอาดแผล เท้า รองเท้า และถุงเท้า ซึ่งนอกจากความสะอาดแล้วยังต้อง แห้ง ไม่เปียกชื้นด้วยค่ะ

>> การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า

  • หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ หรือรีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งหลังย่ำน้ำ
  • รักษาความสะอาดเท้า ล้างให้สะอาดถูสบู่ โดยเฉพาะตามง่ามเท้าอย่างน้อยก่อนนอน
  • สวมรองเท้าแตะในการอาบน้ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกันหลายคน
  • รักษาความสะอาดรองเท้าเสมอ และต้องดูแลให้แห้ง
  • รักษาความสะอาดถุงเท้า เมื่อเปียกต้องเปลี่ยนเสมอ
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น

>> การดูแลตนเอง

  • รักษาเท้าให้สะอาดและแห้ง
  • ช่วงยังมีแผลไม่ควรสวมรองเท้าปิด หรือใส่ถุงเท้า
  • ใส่ยาแผลอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ก่อนใสยาล้างเท้า ซอกนิ้วเท้า และแผลให้สะอาดด้วยสบู่อ่อนโยน แล้วเช็ดให้แห้ง
  • ห้ามเกาเพราะเชื้ออาจติดมือ และก่อการติดเชื้อกับผิวหนังส่วนอื่นได้ ถึงแม้โอกาสเกิดจะน้อยก็ตาม

 

 

*****
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก haamor.com ]]


โรคเกาต์

Posted on

โรคเกาต์

 

>> เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเกาต์ 
โรคเกาต์ มักจะเป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นฉับพลัน ถ้าปวดครั้งแรกมักจะเป็นข้อเดียว แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป จากข้อเดียวจะลามเป็น 2 และ 3 ข้อ ต่อไป โดยในช่วงแรกๆ มักจะเกิดที่นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า คนที่เป็นข้อมักจะบวม และเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดงได้ค่ะ ในระยะแรก อาการโรคเกาต์จะเป็นอยู่ไม่กี่วันแล้วหายไปเอง และกำเริบที่ข้อเดิมทุก 1-2 ปี แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเดือนละหลายครั้ง อาการปวดมักเริ่มตอนกลางคืน หรือหลังดื่มแอลกอฮอล์ คนที่เป็นมากอาจมีผลต่อสุขภาพจิตด้วยค่ะ

ส่วนคนที่เป็นโรคเกาต์เรื้อรังอาจจะมีตุ่ม ก้อน ขึ้นตามเนื้อตามตัว เราเรียกตุ่มนั้นว่า “ตุ่มโทไฟ” (Tophi) ค่ะ ในบางครั้งตุ่มก้อนนั้นอาจแตกและมีสารเหมือนแป้งเปียกไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า แล้วในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการจนใช้งานไม่ได้เลยล่ะค่ะ

ความเสี่ยงของโรคเกาต์ เราจะพบว่าผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้หญิง ประมาณร้อยละ 90 เลยล่ะค่ะ และมักเป็นเมื่ออายุสูงกว่า 40 ขึ้นไป สำหรับผู้หญิงมักจะเป็นโรคเกาต์ ช่วงหลังหมดประจำเดือนแล้วนั่นเองค่ะ

อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด นิ่วในทางเดินปัสสาวะ และภาวะไตวายค่ะ

>> สาเหตุของโรคเกาต์ 

  • เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริก ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่ได้จากการย่อยสลายของสารเพียวริน ที่มีมากในเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก หอย ปู หรือปลาตัวเล็กที่กินทั้งกระดูก เช่น ปลาไส้ตัน ปลาซาดีนกระป๋อง นั่นเองค่ะ
  • เกิดจากกรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์ เราก็อาจจะเป็นได้เช่นกันค่ะ
  • กินอาหารที่มีสารเพียวรินมากเกินไป แต่ไม่สามารถขับออกได้หมด จึงเกิดการสะสมกรดยูริกส่วนเกินไว้ในร่างกาย แล้วเกิดการตกตะกอนอยู่ตามข้อและตามผนังหลอดเลือด ในไต หรือในอวัยวะต่างๆ จนเป็นโรคเกาต์ได้ค่ะ
  • เกิดจากอาการบาดเจ็บจากการกระแทกบ่อยๆ

>> อาหารที่เหมาะกับผู้ป่วย 

  • อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวแดง ข้าวซ้อมมือ หรือขนมปังก็ได้เช่นกันค่ะ
  • ผักสด ผักสุก
  • อาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อปลา แต่ควรหลีกเลี่ยงโปรตีนจากถั่วต่างๆ นะคะ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เป็นต้น เพราะถั่วเหล่านี้มีสารเพียวรีนสูงนั่นเองค่ะ
  • ผลไม้ต่างๆ เช่น มะละกอ ฝรั่ง พุทรา ผลไม้แห้ง และสาหร่ายทะเล

 

*****
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไอ 100 วัน

Posted on

โรคไอ 100 วัน   

           กำลังเข้าใกล้ช่วงหน้าฝน จะเป็นช่วงที่ผู้คนจะมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยๆ ซึ่งบางครั้ง แม้ว่าอาการเป็นไข้ เจ็บคอ คัดจมูกจะหายไปแล้ว แต่ยังมีอาการไอหลงเหลืออยู่ ในบางคนอาการไอนี้ คงอยู่เป็นระยะเวลานาน หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า ไอ 100 วัน ในทางการแพทย์ โรคนี้เราเรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เรามาลองทำความรู้จักโรคนี้กัน

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นการอักเสบของหลอดลม ซึ่งมักจะตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เป็นหวัด เจ็บคอ หรือมีเสียงแหบ สาเหตุโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อไวรัส มีส่วนน้อยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่สำคัญ คือไอมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือเมื่ออยู่ในที่มีอากาศเย็น เวลาไอ มักจะไอต่อเนื่องเป็นระยะหรือเป็นชุดยาวๆ ไอจนตัวโยน ไอจนเจ็บชายโครง หรือในบางคน อาจมีอาการไอจนมีปัสสาวะเล็ด ช่วงแรกๆ ของการไอ อาจมีอาการไอแห้ง แต่หลังจากนั้น มักจะมีเสมหะออกมา ลักษณะเสมหะ อาจเป็นสีขาวใส หรือขาวข้นเหมือนแป้งเปียก หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เซลเยื่อบุหลอดลมหลุดลอกเป็นจำนวนมาก อาจมีเสมหะสีเขียวหรือสีเหลือง

>> สาเหตุ
เกิดจากร่างกายพยายามขับเสมหะ ที่ออกมาจากเยื่อบุหลอดลม ซึ่งถูกสร้างมากกว่าปกติ อันมีผลมาจากการอักเสบติดเชื้อ การสร้างเสมหะนี้จากการอักเสบนี้ จะคงอยู่เป็นเวลานาน แม้ว่าการติดเชื้อจะถูกภูมิต้านทานของร่างกายกำจัดไปแล้ว แต่การสร้างเสมหะยังมีมากอยู่ นี่เป็นสาเหตุของการมีไอเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อการอักเสบลดลง อาการไอก็จะลดลง โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลานาน อาจนานถึง 100 วัน อย่างที่คนโบราณว่า

>> การวินิจฉัย
สามารถทำได้โดย ประวัติที่มักจะมีการติดเชื่อในทางเดินหายใจส่วนต้นนำมาก่อน อาจมีเสียงแหบจากการที่มีกล่องเสียงอักเสบ หลังจากนั้นก็มีอาการไอมีเสมหะตามมา อาการไอมักเป็นมากตอนกลางคืน ตรวจร่างกาย พบว่ามีเสียงของเสมหะ รวมทั้งมีเสียงของหลอดลมตีบร่วมด้วย การรักษาสามารถทำได้โดย

  • หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ ควันประกอบอาหาร
  • ดื่มน้ำมากๆ น้ำเป็นยาลดบวม ยาละลายเสมหะที่ดีที่สุด
  • ยาละลายเสมหะ เพื่อทำให้เสมหะเหนียวน้อยลง ทำให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้ดีขึ้น
  • ยาขยายหลอดลม เพื่อบรรเทาอาการไอ โดยมีทั้งแบบรับประทาน และแบบสูด หรือพ่น
  • ไม่ควรรับประทานยาแก้ไอ เนื่องจากยาแก้ไอ จะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง บังคับให้หยุดไอ ซึ่งผู้ป่วยจะดีขึ้นในช่วง 2-3 วันแรก ต่อมาจะกลับมาไอมาก เนื่องจากทำให้เสมหะคั่งค้างอยู่ในหลอดลมเป็นจำนวนมาก และทำให้การอักเสบเป็นยาวนานขึ้น
  • โดยส่วนใหญ่ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่มีอาการแสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เสมหะเขียวมาก หรือมีไข้ร่วมด้วย

โดยทั่วไป หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ใช้เวลาในการรักษา 1-2 สัปดาห์ ไม่หายใน 2-3 วัน และผู้ที่เคยไป
หลอดลมอักเสบ มีแนวโน้มที่อาจเกิดหลอดลมอักเสบได้อีก หากมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้น
การดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยล่ะค่ะ

 

*****
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก pho.in.th ]]


โรคไวรัสตับอักเสบบี

Posted on

โรคไวรัสตับอักเสบบี

 

         “ไวรัสตับอักเสบบี” เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลก ประมาณ 350-400 ล้านคน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูงเช่นเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอัฟริกา ประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 6-7 ล้านคน เลยล่ะค่ะ

>> วิธีรักษา
แบ่งการรักษาของผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่เป็นพาหะ
    ได้แก่ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัส โดยไม่มีอาการและตรวจการทำงานของตับปกติ ในกลุ่มนี้ความรุนแรงไม่มาก และโอกาสตอบสนองการให้ยาต้านไวรัสน้อย ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสในระยะนี้ ยกเว้นผู้ที่ตรวจชิ้นเนื้อตับมีพยาธิสภาพรุนแรง หรือผู้ที่ต้องได้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • กลุ่มที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
    ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการ  ตรวจพบเชื้อไวรัส และตรวจการทำงานของตับ AST, ALT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน กลุ่มนี้พิจารณาให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร และควรตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อบอกความรุนแรงและแยกจากโรคอื่น
  • กลุ่มที่เป็นระยะตับแข็ง
    ถ้าพบว่ามีเชื้อไวรัสในเลือด ใช้ยากิน และในรายที่ตับแข็ง ใช้ยากินต้านไวรัสในคนที่ยังไม่ติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เพราะผลข้างเคียงน้อยกว่ายาฉีด  และพิจาณาผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อมีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม ถึงแม้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถลดการอักเสบและลดพังผืดในตับ แต่โอกาสหายขาดไม่มาก และมีผลข้างเคียง และค่าใช้จ่ายสูง วิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เป็นไวรัสตับอักเสบ บี  ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี  ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้ง ที่ 0,1 และ 6 เดือน

>> วิธีปฏิบัติเมื่อเป็นไวรัสตับอักเสบบี    

  • งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  และหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราปนเปื้อนซึ่งสร้างสาร Alphatoxin ที่เป็นพิษต่อตับได้
  • รับประทานอาหารเพียงพอ สุก และสะอาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • พบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจดูการทำหน้าที่ของตับและตรวจหาภาวะแทรกซ้อน
  • ตรวจเลือดหาระดับ AFP และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง สม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยงเช่น ระยะตับแข็ง เพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี และและมีประวัติมะเร็งในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก

โรคไข้เลือดออก

Posted on

โรคไข้เลือดออก

 

ผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน เด็กที่อายุน้อยที่สุดที่พบว่าเป็นไข้เลือดออก คือ อายุประมาณ 2 เดือน เด็กอายุ 5-9 ปี มีโอกาสเป็นโรคบ่อย ระยะหลังพบว่าเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ มีแนวโน้มเป็นไข้เลือดออกมากขึ้น

โรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่จะต้องติดผ่านทางยุงลายเท่านั้น ยุงลาย ซึ่งเป็นยุงที่อยู่ในเมือง เพาะพันธุ์ในน้ำใส เช่นในภาชนะที่ขังน้ำฝน แอ่งน้ำขังบริเวณบ้าน โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กันมด ยุงลายจะกัดเฉพาะเวลากลางวัน โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่กำลังเป็นไข้เลือดออกและมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวผู้ป่วย เมื่อไวรัสตัวนี้เข้าไปอยู่ในตัวยุงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและจะมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุไขของยุง (ประมาณ 1-2 เดือน) ยุงจะแพร่เชื้อไวรัสได้ทุกครั้งที่กัดคน โรคไข้เลือดออกมักระบาดในฤดูฝนเนื่องจากจำนวนยุงจะมีมากขึ้นในฤดูนี้

  ลักษณะของคนที่ได้รับเชื้อ
แบ่งได้ 4 กลุ่มคือ

  • ไม่มีอาการใด ซึ่งส่วนใหญ่ 80-90% อยู่ในกลุ่มนี้
  • ไข้จากการติดเชื้อไวรัส ที่ไม่สามารถแยกได้จากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ
  • โรคไข้เด็งกิ่ว (Dengue Fever) โดยมีอาการเด่นคือ ไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้ออย่างมาก ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จะมีระยะไข้ประมาณ 2-6 วัน เมื่อหายเป็นปกติ ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นแดงตามตัว แขน ขา อาจพบมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือเลือดออกได้แต่อาการจะไม่รุนแรงวิธีการรักษา การรักษาโรคไข้เด็งกิ่ว เป็นการรักษาตามอาการ ผู้ป่วยสามารถรับยาแก้ไข้ พาราเซตามอลได้ ควรเช็ดตัวให้ผู้ป่วยเมื่อมีไข้สูง ห้ามให้ยาลดไข้ที่มีแอสไพริน ควรนอนพักและดื่มน้ำให้เพียงพอ หากมีอาการเหงื่อออกมากหรืออาเจียน ควรรับประทานน้ำเกลือชดเชยด้วย
  • โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

(ต่อ… ตอนที่ 2)


โรคความดันโลหิตสูง

Posted on

โรคความดันโลหิตสูง

           “โรคความดันโลหิตสูง” เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย ผ่านระบบท่อนำเลือดแดงจากเส้นใหญ่ๆ ใกล้หัวใจจนไปถึงปลายสุด คือ เส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง เป็นต้น ค่าความดันที่แพทย์บอกให้ทราบทุกครั้งที่ไปตรวจจะมี 2 ค่าคือค่าแรก (ค่าบน) จะวัดช่วงที่หัวใจบีบตัว ค่าที่ 2 (ค่าล่าง) จะวัดช่วงหัวใจคลายตัว ซึ่งเรียก ซีสโตลิค และไดแอสโตลิคตามลำดับ ซึ่งค่าปกติจะอยู่ไม่เกิน 140/90  มิลลิเมตรปรอทค่ะ

การที่เราจะทราบสถานะของความดันของเราต้องหมั่นวัดบ่อยๆ นะคะ ถ้าไม่รู้จะวัดที่ไหน ก็ตรงไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านเลยนะคะ ยินดีตรวจสอบให้ เมื่อความดันเป็นนานๆ หรือมากๆ เข้าก็จะเริ่มมีอาการ เช่น ปวดศีรษะโดยเฉพาะตอนตื่นใหม่ๆ มึนงง สมองไม่โล่ง วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากเข้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น ทางหัวใจ ก็จะมีเส้นเลือดหัวใจตีบฉับพลัน มีเจ็บหน้าอก ช็อค เสียชีวิต หรือหัวใจล้มเหลว  หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด อาการทางสมอง เช่น โลหิตสมองแตก หรือตีบทำให้มีอาการตั้งแต่เบาะๆ คือวูบ พูดไม่ชัด ชาตามมือเท้า เป็นมากๆ เข้าจะถึงขั้นอัมพาตหรือเสียชีวิต ถ้ามีโรคแทรกซ้อนทางไตก็จะมีอาการไตวาย บวม หอบ และเสียชีวิตได้ นอกจากนั้น อาการแทรกอื่นๆ เช่นตาบอด จากเส้นเลือดในตาตีบหรือแตก ประสาทตาบวม เส้นเลือดที่ขาตีบตัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าภัยของโรคความดันโลหิตสูงถือว่ารุนแรงหนักหนาสาหัสพอสมควร ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว การรักษาจะทำได้ไม่มากนัก

  วิธีป้องกัน
ทำการรักษาแต่เนิ่นๆ ยกเว้นแต่ว่าตั้งใจจะฆ่าตัวตายนะคะ การที่จะรู้แต่เนิ่นๆ ก็โดยตรวจความดันเป็นประจำโดยเฉพาะท่านที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มีประวัติญาติพี่น้องเป็น มีโรคอื่นอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ไขมันสูง เก๊าท์ ดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำไปเถอะค่ะไม่เสียหลาย ขนาดรถยนต์ท่านยัง ตรวจเช็คตามระยะตามกำหนดแถมทำประกันให้ด้วย เพื่ออะไรละค่ะ ก็เพื่อดูว่ามีอะไรบกพร่องจะได้ไม่ตายกลางทาง ยิ่งเครื่องบินยิ่งแล้ว ตรวจกันทุกเที่ยวบินขนาดนั้นก็ตกกันได้ ชีวิตเราสำคัญกว่ารถยนต์เยอะค่ะ

  การวินิจฉัย
ต้องวินิจฉัยให้แน่นอนว่าสูงจริงหรือไม่ โดยการตรวจหลายๆ ครั้ง อาจจะถึง 3-4 ครั้ง แล้วเอาค่าเฉลี่ยว่ามากกว่า 140/90 หรือไม่ต้องตรวจสอบว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่เพื่อพิจารณาหาแนวทางและชนิดยาที่จะใช้ ต้องตรวจสอบว่ามีโรคแทรกซ้อนแล้วหรือยัง ส่วนใหญ่จะเน้นหัวใจ ไต สมอง เป็นหลัก การรักษาอันดับแรก ถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก กินอาหารอ่อนเค็ม ไขมันต่ำ ออกกำลังกายพอสมควร งดเหล้า บุหรี่ หลีกเลี่ยงความเครียด อดนอน ถ้าความดันยังไม่ลดลงตามเกณฑ์แพทย์ก็จะพิจารณา ให้ยาลดความดัน ซึ่งยาลดความดันมีหลายชนิดเพื่อเหมาะสมกับความรุนแรง ระยะเวลา อายุ หรือโรคที่เป็นร่วมกับความดันโลหิตสูง เช่น คนหนุ่มกับคนสูงอายุ ความดันสูงเฉยๆ กับความดันร่วมกับเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ เป็นค่ะ….


โรคกรดไหลย้อน

Posted on

โรคกรดไหลย้อน

 

           “โรคกรดไหลย้อน” เป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงาน เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างร่างกายจะมีกลไกป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น การบีบตัวของหลอดอาหาร การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน และส่วนล่าง เยื่อบุของหลอดอาหารมีกลไกป้องกันการทำลายจากกรดนั่นเองค่ะ….

  สาเหตุของโรค
การที่เกิดโรคกรดไหลย้อนนั้นเชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง มีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้มีการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นไปในหลอดอาหารได้ง่าย โดยปกติถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปในคอหอยจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนหดตัว ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้นเชื่อว่ามีการทำงานของระบบป้องกันดังกล่าวเสียไป จึงมีกรดไหลย้อนขึ้นไปในคอหอย กล่องเสียง และปอดได้ค่ะ

  อาการของโรค

  • อาการทางกล่องเสียงและปอด อาจมีเสียงแหบเรื้อรังหรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง ไอหรือรู้สึกสำลักในเวลากลางคืน กระแอมไอบ่อย เจ็บหน้าอก เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ก็จะแย่ลงได้ค่ะ
  • อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร อาจมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้ รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ เจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อยนั่นเองค่ะ

  การรักษา

  • ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน
    การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม
  • หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัวค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอนนะคะ
  • พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัดค่ะ
  • รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป สามารถรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งได้ค่ะ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็นค่ะ