โรควิงเวียนศีรษะ [2]

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ [2]

>> สาเหตุ

  • สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ โรคที่เกิดจากหินปูนหลุดในหูชั้นใน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการอะไรนำมาก่อน แต่มักจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนเกิดขึ้นตอนตื่นนอน พอพลิกตัวบนที่นอนหรือลุกจากที่นอนจะมีอาการเวียนศีรษะทันที บางครั้งอาการเวียนศีรษะที่เกิดจะรุนแรงมากและอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย อาการเวียนศีรษะของโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะ เช่น ก้ม เงย หรือล้มตัวลงนอน อาการอาจเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ หรือเกิดต่อเนื่องกันเป็นอาทิตย์ได้ โดยส่วนใหญ่โรคนี้จะหายได้เองเมื่อตะกอนหินปูนที่หลุดในหูชั้นในกลับเข้าที่หรือตกตะกอนไปค่ะ
  • เกิดจากกระดูกสันหลังส่วนคอมีความผิดปกติ อาการเสื่อมตามวัยในคนสูงอายุ ซึ่งบางครั้งอาจจะสังเกตได้ว่าอาการเวียนศีรษะเกิดขึ้นเวลาเงยหน้าหรือเอี้ยวคอมาก ๆ บางรายอาจเกิดภายหลังอุบัติเหตุรุนแรง อาจเป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน แล้วต่อมามีน้ำในโพรงสมองมากขึ้นนั่นเองค่ะ
  • สาเหตุที่สำคัญและมีอันตรายอีกอย่างหนึ่งก็คือโรคที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อาจจะมีสาเหตุมาจากโรคขาดหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน แต่ก็มักจะพบอาการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น อาการอ่อนแรงของแขนหรือขา อาการชาหรืออาการเหมือนมดไต่อยู่ตามส่วน ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้อาจจะมีอาการพร่ามัวหรืออาการพูดลำบากร่วมด้วย ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นร่วมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
  • การอักเสบของประสาททรงตัว
  • เนื้องอกของประสาททรงตัว
  • ความผิดปกติของสมอง และระบบประสาทกลางจากสาเหตุอื่น ๆ
  • โรคทางกายโรคอื่น ๆ บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคติดเชื้อบางอย่าง โรคทางหูและระบบการได้ยินอีกด้วยค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]


โรควิงเวียนศีรษะ

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ

โรควิงเวียนศีรษะ มึนศีรษะและเวียนศีรษะไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยๆ โดยมีสาเหตุมากมายหลายอย่าง และมีสาเหตุที่มาจากความผิดปกติของระบบประสาทในร่างกาย ปกติการทรงตัวของร่างกาย จะประกอบด้วยการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ สายตา ระบบประสาทรับความรู้สึก และประสาทหูตอนใน โดยมีสมองเป็นตัวควบคุม แปรผล และสั่งการ ตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนน สายตาจะมองภาพสิ่งภายนอกที่สัมพันธ์กับร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่ ประสาทความรู้สึกจะรับรู้ขาที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่วนหูชั้นในจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก คลื่นสัญญาณต่างๆ เหล่านี้จะวิ่งมาที่สมอง สมองก็จะประมวลผลสัญญาณต่างๆ เหล่านี้ แล้วสั่งการให้อวัยวะส่วนต่างๆ รักษาความสมดุลของร่างกาย ให้เดินอย่างคล่องแคล่ว สมดุล และสง่างาม ในผู้ที่สูญเสียการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวเหล่านี้ ก็จะมีอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การรักษาสมดุลของร่างกาย และในความผิดปกตินี้บางครั้งทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและอาการบ้านหมุนขึ้นมาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเวียนศีรษะและอาการบ้านหมุนเป็นลักษณะของกลุ่มอาการเท่านั้น โดยที่โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการแบนนี้ รวมๆ เรียกว่า เวียนศีรษะและอาการบ้านหมุน นั่นเองค่ะ

อาการเวียนศีรษะหรือมึนศีรษะอาจเกิดขึ้นเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นความรู้สึกที่ว่าตัวเองหมุนไปรอบๆ หรือลักษณะที่สองหัวตัวเองอยู่นิ่งๆ แต่สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราหมุน อาการเวียนศีรษะเหล่านี้อาจเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะในหูชั้นในที่มีหน้าที่ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย อาการที่เกิดขึ้นอาจไม่หนักหรือรุนแรง แต่มีบางคนที่รุนแรงมากและเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นปัญหาประจำตัว หรือบางคนอาจมีการคลื่นไส้อาเจียน เสียการทรงตัวจนเกิดการบาดเจ็บจากการหกล้ม หรือบางรายก็อาจเกิดอาการเป็นลมด้วยก็มีเช่นกันค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]


โรคเบาหวาน (ตอนที่ 5)

Posted on

*** ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ***

>> เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง
ที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานานหรือตลอดชีวิตซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

>> ควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก 
และการออกกำลังกาย มีความสำคัญมาก ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าปฎิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้ดี อาจหายจากเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอาหารที่มีผลต่อโรค ดังต่อไปนี้

  • ลดการกินน้ำตาล และของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวานและน้ำผึ้ง และควรเลิกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เหล้าเบียร์
  • ลดการกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เผือก มัน เป็นต้น
  • ลดอาการพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หมูสามชั้น อาหารหรือขนมที่ใส่กะทิ หันไปกินอาหารพวกโปรตีน เนื้อแดง ไข่ นม ถั่วต่างๆ รวมทั้งเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เล่นโยคะ กายบริหาร เป็นต้น

>> เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
เพราะอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

>> หมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ
ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบ เพราะอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าจนต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง

  • ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรง ๆ
  • เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรง ๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ
  • อย่าเดินเท้าเปล่า ระวังเหยียบถูกของมีคม หนาม หรือของร้อน
  • อย่าสวมรองเท้าคับไปหรือใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป
  • ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้าควรให้แพทย์รักษา อย่าแกะหรือตัดออกเอง
  • ถ้ามีตุ่มพอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา

>> สิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่
บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือมีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ หรือชักได้ ดังนั้น จึงต้องระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าวให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หาย

>> หมั่นตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง
และตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นวิธีที่บอกผลการรักษาได้แน่นอนกว่าการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว

>> อย่าซื้อยาชุดกินเองเด็ดขาด
เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่ายานั้นไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแน่นอนค่ะ

>> ควรมีบัตรประจำตัวคนป่วย
ที่เขียนข้อความว่า ”ข้าพเจ้าเป็นโรคเบาหวาน” พร้อมกับบอกชื่อยาที่รักษาพกติดกระเป๋าไว้ หากบังเอิญเป็นลมหมดสติ ทางโรงพยาบาลจะได้ทราบประวัติการเจ็บป่วยและให้การรักษาได้ทันท่วงที

>> ป้องกันโรคเบาหวานด้วยการรู้จักกินอาหารที่มีประโยชน์
ลดของหวานให้น้อยลง อย่าปล่อยตัวให้ตัวเองอ้วน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและควรตรวจเช็คปัสสาวะหรือเลือดเป็นครั้งคราว เพราะหากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรกจะสามารถควบคุมอาการของโรคได้

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคเบาหวาน (ตอนที่ 4)

Posted on

โรคเบาหวาน (ตอนที่ 4)

 

>> อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

  • อาการแทรกซ้อนที่ตา
    อาจเป็นต้อกระจกก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตา เสื่อมหรือเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา ทำให้มีอาการตามัวลงเรื่อยๆ หรือมองเห็นจุดดำลอยไปลอยมา และอาจทำให้ตาบอดในที่สุด
  • อาการแทรกซ้อนที่ระบบประสาท 
    ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งอาจทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่าย บางคนอาจมีอาการวิงเวียนเนื่องจากมีภาวะความดันตกในท่ายืน บางคนอาจไม่มีความรู้สึกทางเพศ ท้องเดินตอนกลางคืนบ่อย หรือกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน
  • อาการแทรกซ้อนที่ไต
    มักจะเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย มีอาการ บวม ซีด ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วยเบาหวานที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
  • อาการแทรกซ้อนที่ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
    ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบแข็ง เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พอ อาจทำให้เท้าเย็นเป็นตะคริว หรือปวดขณะเดินมากๆ หรืออาจทำให้เป็นแผลหายยาก หรือเท้าเน่าได้ค่ะ
  • อาการแทรกซ้อนที่เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
    เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น วัณโรคปอด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ เป็นฝีพุพองบ่อยๆ เท้าเป็นแผลซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่าจนอาจต้องตัดนิ้วหรือตัดขา เป็นต้น
  • อาการแทรกซ้อนที่ภาวะคีโตซิส (Ketosis)
    พบเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ที่ขาดการฉีดอินซูลินนานๆ ร่างกายจะมีการคั่งของสารคีโตน ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญไขมัน ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำอย่างมาก หายใจหอบลึก และลมหายใจมีกลิ่นหอม มีไข้ กระวนกระวาย มีภาวะขาดน้ำรุนแรง และอาจมีอาการปวดท้อง หรือท้องเดินร่วมด้วย ผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสติ หากรักษาไม่ทันอาจตายได้เลยล่ะค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคเบาหวาน (ตอนที่ 3)

Posted on

โรคเบาหวาน (ตอนที่ 3)

 

>> อาการของโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อย และในแต่ละครั้งจะออกมาครั้งละมากๆ รู้สึกกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย กินข้าวได้จุมากยิ่งขึ้น มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ในบางคนอาจสังเกตว่าปัสสาวะมีมดขึ้น

  • หากว่าคุณเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน อาการต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับการที่น้ำหนักตัวของคุณที่ลดลงฮวบฮาบ ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือว่าภายในหนึ่งเดือน โดยในเด็กบางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืนร่วมด้วยค่ะ
  • แต่ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน อาการที่เห็นนั้นมักจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเป็นแบบเรื้อรัง ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยประเภทนี้มักมีรูปร่างอ้วนท้วน และหญิงบางคนอาจจะมาหาหมอด้วยอาการที่คันตามช่องคลอดหรือเกิดอาการตกขาว ในรายที่เป็นไม่มากนั้น อาจไม่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจนนัก และสามารถตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะหรือว่าการตรวจเลือดในขณะที่ไปหาหมอด้วยโรคอื่นก็เป็นได้เช่นกันค่ะ
  • ในผู้ป่วยบางคนนั้นมักจะมีอาการคันตามเนื้อตัว และเป็นฝีบ่อยมาก หรือว่าเป็นแผลเรื้อรัง และรักษาแต่ละทีนั้นต้องใช้เวลานาน และหายได้ยากมากค่ะ
  • ผู้หญิงบางคนอาจจะคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่าธรรมดา หรือว่าอาจจะเป็นโรคครรภ์เป็นพิษ หรือคลอดทารกที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุก็มีค่ะ
  • ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคเบาหวานมานาน โดยที่ไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างไร อาจจะมาหาหมอด้วยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการชาหรืออาการที่ปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า ตาฝ้ามัวลงไปทุกที หรือบางคนต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยๆ หรือมีอาการความดันโลหิตสูงร่วมด้วยค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคเบาหวาน (ตอนที่ 2)

Posted on

โรคเบาหวาน (ตอนที่ 2)

>> ประเภทของโรคเบาหวาน
เราสามารถแบ่งประเภทของโรคเบาหวานได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ด้วยกันค่ะ ซึ่งแบ่งตามสาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกันค่ะ ได้แก่……

  • ชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes)
    โรคเบาหวานประเภทนี้สามารถพบได้น้อยค่ะ แต่มีความรุนแรงและมีความอันตรายสูง มักจะพบในเด็กและคนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี หรืออาจจะพบในคนสูงอายุก็เป็นได้ค่ะ ตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้จะไม่สร้างอินซูลินได้เลยหรือถ้าสร้างได้ก็น้อยมากๆ ค่ะ ถ้าร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเพื่อต่อต้านตับอ่อนของตัวเอง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้หรือที่เราเรียกกันว่าโรคภูมิแพ้ต่อตัวเองหรือ Autoimmune นั่นเองค่ะ ทั้งนี้เป็นผลพวงมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ร่วมกับการติดเชื้อหรือการได้รับสารพิษจากภายนอกด้วยนั่นเองค่ะ

    ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหลายจึงจำเป็นที่ต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกายทุกวันค่ะ จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ ดังนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ร่างกายของคุณผอมอย่างรวดเร็ว หากว่าเป็นถึงขั้นรุนแรงจะมีการคั่งของสารคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน ซึ่งสารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เราเรียกกันว่า ภาวะคั่งสารคีโตน หรือ คีโตซิส (Ketosis) นั่นเองค่ะ

  • ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin dependent diabetes)
    โรคเบาหวานประเภทนี้สามารถพบเห็นกันได้เป็นส่วนใหญ่ มีความรุนแรงน้อย มักจะพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรืออาจจะพบในเด็กหรือวัยหนุ่มสาวก็เป็นได้ค่ะ โดยตับอ่อนของผู้ป่วยประเภทนี้ยังสามารถสร้างอินซูลินได้เอง แต่ว่าไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เป็นเหตุให้น้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็นเบาหวานได้นั่นเองค่ะ หากระดับน้ำตาลสูงขึ้นมากๆ อาจจะใช้อินซูลินฉีดเป็นครั้งคราว แต่ไม่ต้องใช้อินซูลินตลอดไป และผู้ป่วยมักจะไม่ค่อยเกิดภาวะคีโตซิสเหมือนกับการชนิดพึ่งอินซูลินนั่นเองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคเบาหวาน

Posted on

“โรคเบาหวาน” สามารถพบได้ในทุกช่วงวัย มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคนี้แต่ไม่รู้ตัว จนทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี จนทำให้โรคเบาหวานลุกลามได้จนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นลองมาสำรวจตัวเองดูสิว่าคุณเข้าข่ายที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้องค่ะ

“โรคเบาหวาน” หรือ Diabetes Millitus เป็นโรคที่เกิดจากตับอ่อนได้ทำการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้จะมีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็จะไม่ถูกนำไปใช้จนทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า ”เบาหวาน” นั่นเองค่ะ

“โรคเบาหวาน” เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และถือว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมด้วยค่ะ โดยพ่อแม่ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ด้วย นอกจากพันธุกรรมแล้ว ยังมีสิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดเบาหวานด้วยเช่นกันค่ะ หรืออาจจะเกิดจากการใช้ยาเหล่านี้ก็เป็นได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้นค่ะ

>> ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วย
มีอาการปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ และด้วยความที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงานจึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน จนทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย จนมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคกาฬโรคปอด

Posted on

โรคกาฬโรคปอด

>> ประเภทของกาฬโรค
สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  • กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague)
  • กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ (Septicemic Plague)
  • กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague)
    ซึ่งกาฬโรคปอด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis และอาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรกนั่นเองค่ะ

>> อาการของกาฬโรคปอด
มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการหอบ และเหนื่อยง่าย จากนั้นอีกประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอดค่ะ

>> การติดต่อของโรค
กาฬโรคปอด ถือได้ว่าเป็นกาฬโรคชนิดที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือมีการสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อกาฬโรคปอดสามารถแพร่กระจายทางอากาศและสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นกาฬโรคปอดมีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษาอาจจะเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วยค่ะ

>> การควบคุมการติดต่อ
โดยการคัดแยกผู้ป่วยกาฬโรคปอดและกักตัวผู้ป่วยอย่างเข้มงวด หรือหากพบผู้สงสัยว่าเป็นกาฬโรคปอดให้ทำการแยกออกมากักตัวไว้ 7 วัน และต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจะได้รายงานต่อองค์การอนามัยโลก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้กาฬโรคปอดเป็นโรคที่ต้องรายงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศนั่นเองค่ะ

>> การรักษา
โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน (streptomycin) เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือคลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน ค่ะ

>> การป้องกันการแพร่ระบาด

  • สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด
  • อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ
  • ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรคกาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่าป่วยเป็นกาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว
  • มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ
  • ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น
  • ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยกาฬโรคปอดควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของกาฬโรคปอด
  • ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]