การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

Posted on

การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

 

การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้าย ๆ กันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลยล่ะค่ะ และวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และมีคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (H1N1) ดังนี้

>> คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
  • ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

>> คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ 

  • หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
  • ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
  • หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ 

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก thaihealth.or.th ]]


โรคไข้หวัดหมู [3]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู [3]

 

>> การติดต่อของโรคไข้หวัดหมู  (ต่อ)
โรคไข้หวัดหมูมีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คือ อยู่ที่ร้อยละ 5-7 ในขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60 เลยล่ะค่ะ

>> อาการของโรคไข้หวัดหมู
เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฏอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือมีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส และปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม มีอากาเบื่ออาหาร ในบางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ หรืออาเจียน จากนั้นเชื้อก็จะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นผลให้ผู้ป่วยมีการทรงตัวผิดปกติ และเดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุราค่ะ

>> วิธีการรักษาโรคไข้หวัดหมู
โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ นั่นก็คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส โอเซลทามิเวียร์ (ทามิฟลู) และซานามิเวียร์ (รีเลนซา) เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไปค่ะ

>> การป้องกันโรคไข้หวัดหมู
เราสามารถรับประทานหมูได้นะคะ แต่ถ้าหากว่าไม่แน่ใจ ก็ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกก่อนโดยการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือนำไปต้มในน้ำเดือดก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้ค่ะ แต่วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุดก็คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และอย่าลืมล้างมือบ่อย ๆ ด้วยนะคะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไข้หวัดหมู [2]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู [2]

>> วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดหมู
ต่อมาใน ค.ศ. 1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งได้เสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงได้เกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1998 จึงได้มีการพิสูจน์พบว่าหมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม H3N2, H1N2, และ H1N1 และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชียและแคนาดาอีกด้วยค่ะ

และต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปี ที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่ว่าอาการเหล่านี้จะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่าไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุดได้เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก และได้มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าโรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเองค่ะ    

>> การติดต่อของโรคไข้หวัดหมู
เชื้อไข้หวัดหมูนั้นได้มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตามปกติแล้วคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู ยกเว้นผู้ที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับหมูก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้ (แต่มักไม่ค่อยพบกรณีนี้) ทั้งยังไม่ค่อยพบกรณีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คนอีกด้วย แต่ในกรณีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกนั้นเป็นที่ชัดเจนว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน เพราะผู้ป่วยบางรายไม่เคยมีประวัติสัมผัสหมูแต่อย่างใดค่ะ

ทั้งนี้นั้นเชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วย และยังสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งการติดต่อกันทางลมหายใจด้วยค่ะ หากว่าอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อและสามารถติดต่อได้จากมือหรือว่าสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคนั้นจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา ไม่ว่าจะเป็นการแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมูค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไข้หวัดหมู

Posted on

โรคไข้หวัดหมู

โรคไข้หวัดหมู หรือ Swine influenza ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยงและหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งในหมูอาจจะมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้จนทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรคนั่นเองค่ะ

ไข้หวัดหมูส่วนใหญ่มักจะแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแต่ก็สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้นเกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคนซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือและไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชียและยุโรปนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกกันว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

>> วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดหมู
ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ปี ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่าง ๆ จนก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 61 จะมีประวัติการสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหารที่รัฐนิวเจอร์ซี่ ซึ่งมีผู้ป่วย 13 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือว่ามีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ก็แสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คนได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคฮิคิโคโมริซินโดรม [2]

Posted on

โรคฮิคิโคโมริซินโดรม [2]


โดยที่นักจิตวิทยาญี่ปุ่นนั้นได้มีความเห็นที่ว่า “ฮิคิโคโมริ” นั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างแท้จริงที่ได้ เกิดขึ้น เนื่องจากเด็กญี่ปุ่นนั้นมักจะไม่ยอมรับวิถีชีวิตในสังคมของคนส่วนใหญ่นั่นเอง เขาจึงกำหนดให้ตนเองเป็นฮิคิโคโมริ เขาพอใจในชีวิตเขาที่เป็นและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร และถ้าหากจะมีผลเสียอยู่บ้างนั่นก็คือ เมื่อเขาได้ใช้ชีวิตในห้องนาน ๆ เขาก็จะขาดทักษะในการเข้าสังคมกับคนส่วนใหญ่นั่นเองค่ะ

>> เมื่อเรามองว่าฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค 
การช่วยเหลือเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริ เป็นเพียงการนำตัวเด็กเหล่านั้นมารวมกลุ่มกัน แล้วนำมาใช้ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อเป็นการไม่ให้ดูเหมือนพวกเขาตัดขาดจากสังคมภายนอกมากจนเกินไป แต่ในทางตรงกันข้าม หากฮิคิโคโมริเป็นโรคนั้น การรักษาก็มักจะมุ่งไปในทางวินิจฉัยได้ว่า พวกเขาแต่ละคนป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ อาจจะเป็น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคกลัวที่โล่ง โรคตื่นตระหนก หรือโรคออทิสติก เป็นต้น เมื่อได้ทำการวินิจฉัยแล้วก็จะจ่ายยาหรือได้ทำจิตบำบัดเฉพาะโรคไปตามการวินิจฉัยนั้นค่ะ

>> ข้อเสียของการมองฮิคิโคโมริเป็นโรค
นั่นก็คือ จะทำให้เกิดการตีตรา (Stigma) การตีตราเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวไม่ยอมรับว่าลูกของตนกำลังมีอาการของฮิคิโคโมริซินโดรม และกำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ทำให้การช่วยเหลือนั้นช้าออกไปอีก จนยากต่อการช่วยเหลือมากยิ่งขึ้นทุกที และยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ข่าวฮิคิโคโมริปรากฏในญี่ปุ่นแรก ๆ นั้น เกิดความคลาดเคลื่อนในการรายงานข่าว ซึ่งมีการระบุว่าเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมรินั้นมีการทำร้ายมารดาของตนเองอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้สังคมญี่ปุ่นหวาดระแวงเด็กฮิคิโคโมรินั่นเองค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก familynetwork.or.th ]]


โรคฮิคิโคโมริซินโดรม

Posted on

โรคฮิคิโคโมริซินโดรม

อาการของเด็กที่เป็น “ฮิคิโคโมริซินโดรม” หรือป่วยด้วยโรคฮิคิโคโมริ คือเด็กที่แยกตัวออกจากสังคม แล้วเก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัวหรือเฉพาะในบ้านของตัวเองเป็นเดือน ๆ หรือหลายปีนั่นเองค่ะ แต่ก่อนที่จะทำการลงรายละเอียดของโรคหรือกลุ่มอาการนี้ มีหลายประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อนนะคะ หรือว่าจะพูดให้ถูกก็คือถึงตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับฮิคิโคโมริที่เรายังไม่เข้าใจนั่นเองคะ

ได้มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริ ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและไม่ใช่โรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่โรคทางจิตเวชด้วยค่ะ หากว่าฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคำถามตามมาว่าญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มีเลยหรือ ซึ่งคำตอบก็คือ ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย และอย่างที่เราทราบกันว่าการแข่งขันของเด็กญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล เพราะญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนัก หนักกว่า และหนักที่สุด โดยญี่ปุ่นได้มีเทคโนโลยีการสื่อสารเลิศที่สุดในโลกที่สำคัญ ก็คือ ญี่ปุ่นผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเองค่ะ

และในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ระบบการศึกษาแบบญี่ปุ่นและวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว  โดยนักสังคมวิทยาได้เชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริที่สำคัญก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในช่วง 10 ปีหลังนั่นเองค่ะ และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ชาติอื่นไม่มี และแม้ว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการทำงานอาจเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้ แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 แบบที่ญี่ปุ่นเผชิญนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัวค่ะ หากเมื่อเรามองว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมไม่ใช่โรค ดังนั้นการใช้คำว่า “โรค” หรือ “Syndrome” ในที่นี้จึงอาจถือว่าผิดได้ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก familynetwork.or.th ]]


โรคภัยในออฟฟิศ

Posted on

โรคภัยในออฟฟิศ 

หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่าออฟฟิศในออฟฟิสเป็นแหล่งรวบรวมเชื้อโรคทั้งหลาย หรือสถานที่ที่มนุษย์เงินเดือนนั่งทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่ามอบความมั่นคงในชีวิตแล้ว ออฟฟิศที่คนหนุ่มคนสาวหายเข้าไปตอนเช้าตรู่ และกลับบ้านตอนเย็นมาดูกันว่า 9 โรคที่ต้องเฝ้าระวังมีอะไรในออฟฟิสมีไรกันบ้าง

 

1.โรคผมร่วง ในออฟฟิศทำให้ผมร่วงนอกจากอาการเครียดเป็นสาเหตุหลักทำให้เส้นผมร่วงมากกว่า 30 เส้นต่อวันแล้ว หนุ่มสาวออฟฟิศที่ได้รับแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงเช่นกัน เพราะแสงแดดในยามเช้าช่วยให้เราสังเคราะห์วิตามินเคที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะอีกด้วย

 

2. ปวดหัว ไมเกรน อาการปวดหัว หรือไมเกรน เกิดจากความเครียด แต่สาเหตุอีกประการที่น่าสนใจคือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน อาหารไขมันสูง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 90% เป็นอาหารหลัก แม้ว่าอาการอัลไซเมอร์จะเป็นอาการสมองเสื่อมโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ ของอาการสมองเสื่อมอื่นๆ

 

3. การนั่งหน้าจอเกินวันละ 6 ชั่วโมง และการเพ่งอยู่หน้าจอในที่มืดรวมทั้งการขาดวิตามินเอ และบี ถ้าไม่อยากให้น้ำตาแห้งก็ควรหาโอกาสออกไปมองฟ้าบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

 

4. ปากเหม็น นอกจากอาหารพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ ความเครียด ยังเป็นพาหะเร่งให้แบคทีเรียทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ดีที่สุด ถ้าไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนปากเหม็นก็ต้องพูดให้มากขึ้น น้ำลายจะได้ไม่บูด

 

5. ปวดคอ ปวดไหล่ โดยมากเกิดจากอาการนั่งทำงานผิดท่า นั่งเก้าอี้โต๊ะที่ไม่รองรับต่อการทำงานแต่ท่านรู้หรือไม่ว่า แม้ท่านจะนั่งถูกท่าแล้ว แต่หากนั่งเป็นเวลานานๆ ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถซะบ้าง อาการปวดคอ ปวดไหล่ ก็ถามหาเช่นกัน

 

6.โรคอ้วน ทุกวันเรากินอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ มีพลังงานมากมายเข้าสู่ร่างกาย แต่ถูกเผาผลาญไปน้อยนิดก็ต้องอ้วนเป็นธรรมดา ถ้าไม่อยากให้ออฟฟิศเป็นสถานที่เพาะน้ำหนักแล้วละก็ อาหารประเภทแฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม พิซซ่า ที่คุณทำไปกินไปน่ะเลิกนิสัยแบบนี้ซะ

 

ขอบคุณบทความดีดีจากguru.google.co.th


โรควิงเวียนศีรษะ [4]

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ [4]

>> ถึงเวลาที่ต้องไปพบแพทย์
การดูแลตนเองเบื้องต้นมักจะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

  • เมื่อทำตามวิธีการดูแลด้วยตนเองข้างต้นแล้วผ่านไปอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง ไม่ดีขึ้นหรืออาการแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์
  • มีอาการอาเจียนมาก กินยา และดื่มน้ำไม่ได้เลย หรือว่ากินยาแล้วมีอาการอาเจียนทุกครั้ง ร่างกายจะขาดน้ำ เกลือแร่และยา ก็อย่าไปฝืนทน ควรไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาและบางรายอาจจะต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดเลยล่ะค่ะ
  • เมื่ออาการดีขึ้นแต่ไม่ยอมหายเป็นปกติ ควรจะไปพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจจะมีสาเหตุบางอย่างซ่อนอยู่ที่เราอาจจะจำเป็นต้องได้รับการค้นหาและรักษาที่ต้นเหตุนั่นเองค่ะ
  • เป็นบ่อยมาก จนไปรบกวนชีวิตประจำวัน ก็ต้องหาสาเหตุเช่นกันค่ะ หรือว่าในรายที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ การกินยาป้องกันไว้ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง

>> วิธีการการป้องกัน

  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจค้นหาโรคที่เป็นต้นเหตุของอาการเวียนศีรษะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคต่อมทัยรอยด์ โรคติดเชื้อบางอย่าง โรคของตา โรคทางหู และทางการได้ยิน โรคทางประสาทและสมอง
  • ระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อประสาทหู ไม่ควรใช้ยารับประทาน ยาฉีดหรือยาหยอดหูเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์
  • ระมัดระวังการหกล้มโดยเฉพาะศีรษะ อาจเกิดภาวะที่มีกะโหลกศีรษะแตกเกิดกระทบกระเทือนต่อหูชั้นในได้ค่ะ
  • ระวังอันตรายบริเวณต้นคอเพราะอาจมีการเคลื่อนหักหรือฉีกขาดของกระดูกคอ กล้ามเนื้อ หรือระบบประสาทอัตโนมัติบริเวณต้นคอ เช่น การออกกำลังกาย ทำให้มีอาการเวียนศีรษะได้ค่ะ
  • เมื่อรับประทานยาระงับอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนไปแล้ว ยานี้จะทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ ดังนั้นข้อควรระวังเป็นอย่างมาก นั่นคือ อย่าขับรถ อย่าทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือว่างานที่ต้องใช้สมาธิ เนื่องจากอาการง่วง มึนงง ที่เนื่องจากฤทธิ์ยาอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ
  • ไม่ควรวิตกกังวลเกินเหตุเมื่อมีอาการเวียนศีรษะ เพราะหลายโรคที่เป็นต้นเหตุ ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและสามารถรักษาให้หายหรือทุเลาได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]


โรควิงเวียนศีรษะ [3]

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ [3]

>> การวินิจฉัย
ผู้ป่วยควรจะบอกสาเหตุ และลักษณะอาการเวียนศีรษะของตนเมื่อไปพบแพทย์เพื่อจะได้มีการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

  • อาการเริ่มอย่างไร ช้า เร็ว
  • ขณะเริ่มเป็น กำลังทำอะไร จะทำอะไร
  • เป็นนานแค่ไหน เป็น ๆ หาย ๆ หรือตลอดเวลา
  • เป็นบ่อยแค่ไหน ทุกวัน ทุกเดือน หรือนาน ๆ ที
  • อะไรทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับท่าทางหรือไม่ สาเหตุที่มากระตุ้น
  • เวลาเกิดอาการทำอย่างไรถึงหาย
  • อาการทุเลาลง หรือเป็นมากขึ้น หรือหายได้สนิท
  • อาการร่วม ขณะมีอาการ
  • อาการภายหลังจากการหายเวียนศีรษะ
  • โรคที่เป็น เคยเป็น อุบัติเหตุ โดยเฉพาะด้านหู ระบบประสาท
  • ประวัติยาที่เคยทาน

>> แนวทางการตรวจวินิจฉัย
จากตัวอย่างคำบอกเล่าที่ผู้ป่วยมักเล่าให้แพทย์ฟังก็คือ รู้สึกเวียนศีรษะเมื่อตื่นนอนและก่อนนอน รู้สึกว่าเพดาน ฝาบ้าน พื้นบ้านมีการหมุน มีตาพร่า อาการเป็นอยู่สักครู่ มีเสียงดังรบกวนในหูตลอด บางครั้งเดิน ๆ อยู่จะเซไปเองโดยไม่รู้สึกตัว แพทย์ก็จะทำการตรวจต่าง ๆ ดังนี้

  • การตรวจร่างกาย
    ** ตรวจทั่วไป
    ** ตรวจหู คอ จมูก
    ** ตรวจทางระบบประสาท
  • ตรวจด้วยเครื่องมือ
    ** ตรวจการได้ยิน
    ** ตรวจการทรงตัว
    ** ตรวจภาพรังสีกะโหลกศีรษะ
  • การตรวจเลือด
    ** เบาหวาน
    ** ไขมันในเลือด
    ** ซิฟิลิส

>> การรักษา

  • ในกรณีที่มีอาการเฉียบพลัน วิธีที่ดีที่สุดคือการนอนราบลงไป หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนต้องระมัดระวังเรื่องการสำลัก หากอาการไม่รุนแรงการรับประทานยาแก้เวียนศีรษะจะช่วยได้
  • หากมีอาการร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่เหมาะสมต่อไป

>> การดูแลตัวเองจากโรควิงเวียนศีรษะเบื้องต้น

  • นอนพักจนอาการเริ่มดีขึ้น
  • อย่าเปลี่ยนท่าอย่างกะทันหัน
  • หันศีรษะช้า ๆ
  • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เช่น เกลือ ยาบางชนิด
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นเช่น ความเครียด ภูมิแพ้
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การขับยานพาหนะ การปีนบันได
  • หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะอยู่ในยานพาหนะ เพราะอาจจะทำให้เกิดเมารถ เมาเรือ
  • หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุน
  • ยาแก้เวียนศีรษะ เช่น Meclizine, Dimenhydrinate, Promethazine, Scopolamine, Atropine และ Diazepam

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]