โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย? [3]

Posted on

โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย? [3]

 

>> โรคตับอักเสบ
เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเซลล์ตับ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ จนทำให้มีอาการเจ็บป่วยได้ และไวรัสตับอักเสบที่มาจากภาวะน้ำท่วม ก็คือไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ที่มีสาเหตุมาจากการทานอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ทำให้สุก

  • อาการของโรค
    เมื่อแสดงอาการแล้วผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดตัวแถวชายโครงขวา และมีปัสสาวะเป็นสีชาแก่ เริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองในสัปดาห์แรก และจะหายเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตับอักเสบ
    คือ ทานอาหารที่สุกและสะอาด ไม่ใช้แก้วน้ำและช้อนร่วมกับผู้อื่น

>> โรคตาแดง
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีบ ไวรัส Chlamydia trachomatis และ Bacterial Conjunctivitis อาจมาจากภูมิแพ้ หรือสัมผัสสารที่เป็นพิษต่อตา มักเกิดจากการเอามือที่สกปรกไปขยี้หรือสัมผัสดวงตา รวมถึงใช้ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้าไปสัมผัสกับดวงตา

  • อาการของโรค
    ผู้ป่วยจะมีอาการคันตาจนหลายรายต้องขยี้บ่อย หรือบางคนแค่เคืองตาเท่านั้น และมีขี้ตามากกว่าปกติ มีลักษณะเป็นหนองและมีสะเก็ดปิดตาตอนเช้า และมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ตามัว หรืออาจปวดตา
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตาแดง
    ควรล้างมือให้สะอาด ไม่ใช่เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับคนอื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาในทุกกรณี และอย่าใช้ยาหยอดตาร่วมกับคนอื่น หากเริ่มเคืองตาหรือคันตา ให้รีบปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

>> ไข้เลือดออก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในเด็ก มักระบาดในฤดูฝน ที่มีการแพร่พันธุ์ของยุงลาย

  • อาการของโรค
    ผู้ป่วยจะมีไข้สูงประมาณ 2-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียนออกมามีสีน้ำตาลปนอยู่ ปวดกล้ามเนื้อ ตัวแดง หรืออาจมีผื่นหรือจุดเลือดตามผิวหนัง หากเข้าสู่ภาวะวิกฤตผู้ป่วยจะไข้ลด มือเท้าเย็น ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว อาเจียนมาก ปัสสาวะน้อย ทำให้เข้าสู่ภาวะช็อคได้ หากมีอาการควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก
    พยายามอย่าให้ยุงกัดโดยทากันยุงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และอย่าปล่อยให้ภาชนะต่าง ๆ ภายในบ้านมีน้ำขังนานเพราะจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หรือหากเป็นไข้เลือดออกแล้วไม่ควรให้ยุงกัดเพราะจะทำให้แพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิดได้ผ่านยุง

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย? [2]

Posted on

โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย? [2]

 

>> อหิวาตกโรค (ต่อ)

  • อาการของโรค
    ผู้ป่วยจะอุจจาระเหลวเป็นน้ำวันละหลายครั้ง แต่ไม่เกินวันละ 1 ลิตร อาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนได้ ซึ่งถือว่าเป็นอาการในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 1-5 วัน แต่หากติดเชื้อขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเดิน อุจจาระมากและมีลักษณะอุจจาระเป็นน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว และอุจจาระได้โดยไม่ปวดท้องและไม่รู้สึกตัว สามารถหายได้ภายใน 2-6 วันหากได้รับเกลือแร่และน้ำชดเชยน้ำที่เสียไป แต่หากได้รับไม่พอดีกับที่เสียไปแล้ว ผู้ป่วยก็จะมีอาการหมดแรง หน้ามืด อาจช็อคถึงเสียชีวิตได้
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค
    ควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก รวมถึงรักษาสุขภาพอนามัยด้วยการล้างมือ และภาชนะใส่อาหารให้สะอาดทุกครั้ง แต่ไม่ควรนำน้ำท่วมมาล้าง หรือทำความสะอาดภาชนะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค หรือหากติดเชื้ออหิวาแล้วก็ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 

>> ไข้ไทฟอยด์
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi  ที่อยู่ในน้ำและอาหารเช่นเดียวกับอหิวาตกโรค แพร่ระบาดโดยการดื่มน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคนั่นเองค่ะ

  • อาการของโรค
    เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะไม่แสดงอาการทันที แต่จะแสดงอาการหลังจากรับเชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว เบื่ออาหาร มีไข้สูงมาก ท้องร่วง บางรายมีผื่นขึ้นตามตัว แน่นท้อง สามารถหายได้เองภายใน 1 เดือน แต่ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์หลังจากมีอาการแล้ว เพราะอาจจะเสียชีวิตจากภาวะปอดบวมได้
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันไข้ไทฟอยด์
    หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อโรคทุกชนิด และนั่นหมายถึงว่า ให้ทานอาหารที่สะอาด อยู่ในภาชนะที่สะอาด รวมถึงล้างมือให้สะอาดก่อนทานทุกครั้ง และควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจากร้านค้าข้างถนนที่อยู่ในบริเวณที่ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรืออีกทางหนึ่งคือฉีดวัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย?

Posted on

โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้างเอ่ย?

 

>> โรคฉี่หนู
ฉี่หนูเป็นโรคระบาดในคนที่ติดต่อมาจากสัตว์ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira sp.) ที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์ ตั้งแต่หนู วัว ควาย ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวเลยทีเดียว โดยคนจะสามารถรับเชื้อฉี่หนูนี้เข้าไปทางบาดแผล หรือผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงเยื่อเมือกอย่างตาและปากอีกด้วย

  • อาการของโรคฉี่หนู
    มี 2 แบบ คือแบบไม่รุนแรงจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้หากผู้ป่วยรู้ตัวและรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ กับอาการรุนแรงที่จะทำให้ตาอักเสบแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ และเมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในสมองจะทำให้เกิดอาการเพ้อ ไม่รู้สึกตัว และยิ่งไปกว่านั้นหากติดเชื้อทั่วร่างกายจะทำให้เลือดออกในร่างกายจนเสียชีวิต
  • การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู
    หลีกเลี่ยงการเดินอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง การเล่นน้ำ โดยเฉพาะในเด็กที่มักจะสนุกสนานไปกับการย่ำน้ำหรือเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วม แต่หากจำเป็นต้องเดินผ่านบริเวณน้ำท่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบเดิน อย่าแช่น้ำจนผิวหนังเปื่อยเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และควรใส่รองเท้าบูททุกครั้งเมื่อเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดบาดแผลที่เท้า และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลที่เท้าหรือน่อง ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ที่หนีน้ำกัดได้ ส่วนในผู้ที่เริ่มมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ให้รีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน อย่ารอให้อาการหนักเพราะอาจจะรักษาไม่หายและเสียชีวิตก็เป็นได้

>> อหิวาตกโรค
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio Cholerae ที่แพร่กระจายอยู่ในน้ำดื่มและอาหาร โดยมีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค และแน่นอนว่าโรคนี้แพร่ระบาดได้โดยการกินและดื่มอาหารที่มีแมลงวันตอมและมีเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ รวมทั้งอาหารสุข ๆ ดิบ ๆ ด้วย

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

 

>> อย่าหยุดทานยาคุมกำเนิดเพียงเพราะว่าปวดหัว สำหรับผู้หญิงบางคนถ้าทานยาคุม ไมเกรนจะกำเริบมากยิ่งขึ้น ในกรณีนี้ให้นำยาไปให้สูตินารีแพทย์ดู เผื่อว่าแพทย์จะสั่งยาคุมตัวอื่นที่เหมาะกับเราให้เราลองทานดูได้ อย่างไรก็ตามหญิงสาวที่เป็นไมเกรน และทานยาคุมด้วยนั้นจะต้องไม่สูบบุหรี่เป็นอันขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ

>> ไม่ได้มีแต่ยาที่ช่วยแก้ปวดหัว หากคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอาการปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแนะนำนั่นก็คือ ไบโอฟีดแบ็ก คือ กรรมวิธีการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน หรือโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง ระบบขับถ่ายไม่ดี ความดันเลือดสูง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น เทรนนิ่งออโตเจโน คือการควบคุมตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เหมาะกับคนที่ชอบวิตกกังวล เป็นไมเกรน มีความเครียดสูงหรือเป็นโรคหอบหืด และการฝังเข็ม วิธีการเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยืนยันว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้

>> เกร็ดน่ารู้

  • หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนแน่นอนแล้วละก็
    คุณควรจะหาชาสมุนไพรเก๊กฮวยดื่มซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้
  • หากใครกำลังใช้ยารักษาไมเกรนยี่ห้อ Avamigram, Cafergot, Degran, Poligot-CF และ Polygot
    ควรจะต้องรู้ว่าห้ามทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์ หากต้องการให้ได้ผลควรนอนพักผ่อนในห้องที่มืด เงียบ และอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่หากมีอาการข้างเคียง เช่น ขาไม่มีแรงเจ็บหน้าอก แขน คอ ไหล่ หรือปวดท้อง ปลายมือเท้าชา และรู้สึกเย็นซ่า รีบหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

>> อย่าเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบ่อย ๆ 
เนื่องจากการนอนมากหรือน้อยกว่าปกติ การทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่อาจทำให้ปวดหัวได้ การที่ทำกิจวัตรต่าง ๆ ไม่ต่อเนื่องกันนี้เสี่ยงต่อการปวดหัวโดยเฉพาะกับคนที่เป็นไมเกรนในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งคุณไม่ควรเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันช่วงวันเสาร์วันอาทิตย์บ่อยมากนักนะคะ และอย่าได้ประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่าง ๆ เหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะยิ่งถ้าหากคุณเพิ่งฟื้นไข้ คุณจะต้องทานยาที่ถูกต้องและพกยาติดตัวไว้เสมอ เผื่อว่าเกิดปวดหัวขึ้นมากะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปวดหัวได้นะคะ

>> อาการปวดหัวไม่ใช่ผลข้างเคียงของประจำเดือน
คุณอย่าไปคิดว่าการปวดหัวเป็นผลเคียงจากการมีประจำเดือนนะคะ เพราะว่าการที่คุณปวดหัวทุกครั้งในช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วง 2 วันแรกก่อนมีประจำเดือนถึงจะแสดงว่าคุณเป็นไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งเกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ปวดหัวนานกว่าเดิม มากกว่าเดิม และรักษายากยิ่งกว่าเดิม ในกรณีนี้ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าวแต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการให้แน่ใจนะคะ

>> ยาที่ใช้รักษาโรคอื่นอาจทำให้ปวดหัวได้
ยาที่แพทย์สั่งให้ทานเพื่อรักษาโรคอื่นที่เป็นอยู่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เราปวดหัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ในกรณีนี้ลองให้แพทย์สั่งยาตัวอื่นที่รักษาโรคนั้น ๆ ได้และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ มารับประทานแทนนะคะ

>> อย่าพยายามเอาชนะโรคไมเกรนในช่วยสุดสัปดาห์

บางคนมักปวดหัวในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากการปัญหาสุขภาพและพักผ่อนมากเกินไป การพักผ่อนนี้ก็เป็นผลมาจากความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นตลอดวันทำงานที่ผ่านมา ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดต่าง ๆ แล้วหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับสุนัข เป็นต้นค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

>> อย่าทานยาแก้ปวดต่างชนิดในวันเดียวกัน
หากคุณปวดหัวแล้วไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์ ก็อย่าทานยาแก้ปวดหัวที่ต่างชนิดกันบ่อย ๆ เพราะอาจจะทำให้มีอาการแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้นยังทำให้แพทย์สันนิษฐานไม่ได้ หากเกิดอาการแพ้ยาขึ้น นอกจากนี้อย่าทานยาตอนท้องว่างนะคะ เพราะอาจทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง ทางที่ดีแล้วควรทานอาหารรองท้องก่อนเล็กน้อย แล้วค่อยทานยาเพื่อให้การดูดซึมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นนั่นเองค่ะ

>> ไม่ควรกินยาช้าเกินไป
เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกปวดหัว คุณไม่ควรจะเพิกเฉย แต่ควรสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดีเพื่อที่จะได้หายามาทานให้ทันท่วงที เพราะหากช้าเกินไปเพียงแค่เราสัมผัสผมก็อาจทำให้ปวดหัวได้ ถ้าถึงตอนนั้นยาตัวใดก็ไม่สามารถช่วยระงับอาการปวดได้แล้วนะคะ ซึ่งสัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณอาจจะเป็นไมเกรนคือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย เฉื่อยชา โมโหง่าย อยากอาหารบางอย่าง เช่น ของหวาน ๆ และหาวแต่ไม่ได้ง่วงนอน เป็นต้น

>> ปวดหัวมากกว่า 3 ครั้ง/เดือน ยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยอะไร

หากคุณมีอาการอย่างนี้บ่อย ๆ การบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ บางทีก็น่าลองดู เช่น อาจจะจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน ถ้าไม่ถนัดกีฬาที่กล่าวมา ก็อาจจะเล่นกีฬาชนิดไหนก็ได้ที่คุณชอบ เพียงแต่ขอให้เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ เพียงแค่วันละ 15 นาที ก็เพียงพอแต่ถ้าแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีเป็นเดินในห้างสรรพสินค้าดูก็ได้นะคะ แต่ก็มีบางคนที่จะต้องทานยาทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ปวดหัวก็ตาม ตัวยาเหล่านี้แตกต่างจากยาแก้ปวดทั่วไปคือ ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว โดยทำให้ระบบทางเดินโลหิตและระบบประสาททำงานเป็นปกตินั่นเองค่ะ

>> หาสาเหตุของโรคที่เกิดจากการปวดหัว
สาเหตุที่ทำให้ปวดหัวมีมากเหลือเกิน แต่ละคนก็ปวดหัวด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรหาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมเราจึงปวดหัว เมื่อรู้แล้วจะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำอย่างนั้นและพร้อมที่จะเผชิญกับมันได้ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

 

ไมเกรนนั้นได้กลายมาเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ เนื่องจากการสำรวจพบว่าผู้หญิงร้อยละ 18 ต้องเผชิญกับปัญหานี้ต่างค่ะ ซึ่งจะพบในผู้ชายเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นเองค่ะ

ถ้าหากว่าอาการปวดหัวที่เกิดนั้น หากว่านาน ๆ เป็นทีก็ไม่ควรวิตกกังวลให้มากนักนะคะ แต่เมื่อไรที่คุณเป็นบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม หรือว่ามีการปวดมากจนไม่สามารถทำงานได้ คุณอย่านิ่งนอนใจนะคะ คุณลองมาอ่านข้อแนะนำต่อไปนี้แล้วนำไปพิจารณาดูว่าคุณเข้าข่ายเป็นไมเกรนหรือแค่ปวดหัวธรรมดากันแน่ค่ะ มาดูกันเลยค่ะ

>> อย่าประมาว่าไมเกรนเป็นเรื่องเล็กน้อย

เพราะคนที่เป็นไมเกรนจะปวดหัวรุนแรงและมักปวดหัวข้างเดียว ถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาโดยทันที คุณอาจจะต้องทรมานปวดหัวต่อไปอีก ถึงวันละ 4 ชั่วโมง นานถึง 3 วันติดกันเลยทีเดียวค่ะ และนอกจากนี้อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือแพ้แสงในลักษณะเห็นแสงแบบดาวระยิบระยับ หรือว่ามักได้กลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ถ้าหากยังละเลยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่พบแพทย์ รับรองว่าว่าอาการของคุณก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ ค่ะ

>> ไม่ควรรักษาโรคด้วยตัวเอง

อาจจะมีหลาย ๆ คน พยายามรักษาอาการปวดหัวเหล่านี้ด้วยตัวเอง ถือว่าผิดเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะพบว่าผู้ป่วยไมเกรน 58 คน จาก 100 คน ไม่เคยไปขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เลย ถึงแม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชั่วคราวได้ก็จริง แต่ถ้าหากว่าอาการเข้าข่ายเป็นไมเกรน ยาแก้ปวดพาราเซตามอล 2 เม็ด ก็คงจะไม่พอค่ะ แต่การเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้นนั้นอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการติดยาในเวลาต่อมา เนื่องจากบางคนอาจทานยาถึง 16 วัน ใน 1 เดือน หรือมากกว่า 180 วันใน 1 ปี เราจึงพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ เนื่องจากทานยาแก้ปวดมากเกินไปนั่นเองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคหลอดเลือดดำขอด [2]

Posted on

โรคหลอดเลือดดำขอด [2]

>> บุคคลที่เสี่ยงเป็นหลอดเลือดดำขอด (ต่อ)
การตั้งครรภ์ กรรมพันธุ์ คนอ้วน และอาชีพที่ต้องยืนนาน ๆ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะนี้บ่อยกว่าคนทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าบางปัจจัยอาจแก้ไขได้ นอกจากนี้ยังมีหลายคนเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้เกิดเป็นหลอดเลือดดำขอด ซึ่งจากการศึกษานั้นไม่พบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดค่ะ

>> วิธีการรักษา
วิธีการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นหลอดเลือดแบบใด และที่สำคัญนั้นเกิดจากสาเหตุใดนั่นเองค่ะ โดยถ้าหากว่าเป็นหลอดเลือดดำฝอยขอดเราก็สามารถรักษาให้หายด้วยการใช้แสงเลเซอร์หรือว่าการฉีดยาเข้าที่หลอดเลือดดำฝอยขอด เพื่อทำให้หลอดเลือดดำฝอยนั้นตีบตันไปนั่นเองค่ะ ส่วนกรณีหลอดเลือดดำขอดขนาดใหญ่ เราสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหลอดเลือดดำขอดนั้นออกค่ะ

แต่ในปัจจุบันมีการรักษาแบบใหม่โดยใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า เอ็นโดวาสคูลาเลเซอร์ หรือ Endovascular Laser ที่สามารถใช้ทดแทนการผ่าตัดแบบเดิม ซึ่งมีข้อดีก็คือ บาดแผลมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องดมยาสลบหรือบล็อคหลังและไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยสะดวกสบายขึ้น ถ้าหากว่าผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยหลอดเลือดดำขอดที่มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ขาบวม ผิวหนังที่ขามีสีเทาคล้ำหรือมีแผล ก็จำเป็นต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติม ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ก่อนวางแผนการรักษานั่นเองค่ะ

>> การดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำขอด
อันดับแรกก็คือ ไปปรึกษาศัลยแพทย์ใกล้บ้าน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียารับประทานชนิดใดที่ช่วยให้ภาวะนี้หายได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ โดยคุณอาจจะออกกำลังกายเพื่อฝึกกล้ามเนื้อน่องที่มีส่วนช่วยให้ภาวะเลือดคั่งจากหลอดเลือดดำขอดดังกล่าวลดลงได้ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก mahidol.ac.th ]]


โรคหลอดเลือดดำขอด

Posted on

โรคหลอดเลือดดำขอด

>> ความหมายของภาวะหลอดเลือดดำขอด
โรคหลอดเลือดดำขอด เป็นภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดดำใต้ผิวหนังของขาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในแบบ 3 มิติ ทำให้มองเห็นเป็นหลอดเลือดดำที่ขดงอคล้ายตัวหนอนที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่าเส้นเลือดขอดนั่นเองค่ะ หลอดเลือดดำของคนเรามีหลายขนาด จนทำให้หลอดเลือดดำขอดที่เราพบเห็นมีได้ตั้งแต่หลอดเลือดดำฝอยจนถึงหลอดเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ ขดไปมาคล้ายหนอนตัวใหญ่นั่นเองค่ะ

>> สาเหตุที่เกิดขึ้น
หลอดเลือดดำบริเวณขาของคนเรามีหน้าที่นำเลือดดำจากปลายเท้าไหลเวียนขึ้นสู่หัวใจ โดยเฉพาะเมื่อเวลาคน เราอยู่ในท่านั่งหรือยืน กระแสเลือดดำก็ไม่ไหลย้อนกลับไปปลายเท้าอีกเพราะหลอด เลือดดำมีลิ้นทำหน้าที่ควบคุมให้กระแสเลือดไหลสู่หัวใจทางเดียวและป้องกันไม่ให้กระแสเลือดไหลย้อนกลับไปปลายเท้านั่นเองค่ะ

ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดขอดที่ขา มักจะเกิดจากมีความผิดปกติของลิ้นหลอดเลือดดำเสียสภาพ ทำให้กระแสเลือดดำไหลย้อนกลับไปปลายเท้าและจะมีภาวะรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือยืน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนเราอยู่ในท่าดังกล่าวนานเกือบ 3 ใน 4 ของวัน สภาพที่เลือดไหลย้อนไปที่ปลายเท้าอยู่นานเป็น ปี ๆ เช่นนี้จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนขดไปมาและมองเห็นได้ง่ายนั่นเองค่ะ

>> บุคคลที่เสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดดำขอด
ภาวะหลอดเลือดดำขอดสามารถพบได้ทั่วไปในประชากรโลก ทุกชาติ ทุกภาษาไม่แตกต่างกันและพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงใกล้เคียงกัน แต่เชื่อว่าผู้หญิงจะมีความกังวลกับภาวะนี้มากกว่าผู้ชาย จึงได้มาพบแพทย์บ่อยกว่า และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงขนาดของหลอดเลือดดำที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น จะมีการดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงไปปรากฏภาวะนี้บ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้นนั่นเองค่ะ

//////////|
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก mahidol.ac.th ]]