เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

 

เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้เรามีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาฝากค่ะ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาติดตามไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อาการของโรคไมเกรนนั้นจะทำให้เราปวดศีรษะเรื้อรังเป็นเวลานาน ที่หนัก ๆ หน่อยก็อาจจะเป็นสิบปีเลยก็ได้ว่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลใจว่าตัวเองจะไม่หายจากโรคนี้อย่างแน่นอน หรือคิดว่าอาจจะเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดคั่งในสมอง หรือกลัวว่าอาจจะเป็นอัมพาตหรือว่าเกิดอาการพิการตามมาในภายหลังได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดหัวไม่หายเสียที เพราะว่ามีเรื่องเครียดและวิตกกังวลอยู่เสมอนี่เอง ถ้าหากว่าปวดหัวจากอาการเครียดนั้นจะปวดบริเวณทั่วทั้งศีรษะ บางคนก็ปวดเหมือนมีอะไรมารัดที่หัว อาการจะแสดงออกมาในช่วงสายหรือว่าบ่ายของแต่ละวัน ในช่วงเช้าไม่ค่อยมีอาการมากนัก และถ้าหากว่าได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่อาการปวดหัวเหล่านี้ก็จะดีขึ้นมากเลยล่ะค่ะ

…..อาการไมเกรนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่เราคิดนะคะ ไม่ต้องตกใจและเก็บไปวิตกกังวลมากเกินไป เพียงแค่เราทำจิตใจให้สบาย ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ทำให้ตัวเองเครียด และเมื่อเจอกับปัญหาก็รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่ห่างไกลจากโรคไมเกรนแล้วล่ะค่ะ…..

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก cityvariety.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

 

>> อย่าหยุดทานยาคุมกำเนิดเพียงเพราะว่าปวดหัว สำหรับผู้หญิงบางคนถ้าทานยาคุม ไมเกรนจะกำเริบมากยิ่งขึ้น ในกรณีนี้ให้นำยาไปให้สูตินารีแพทย์ดู เผื่อว่าแพทย์จะสั่งยาคุมตัวอื่นที่เหมาะกับเราให้เราลองทานดูได้ อย่างไรก็ตามหญิงสาวที่เป็นไมเกรน และทานยาคุมด้วยนั้นจะต้องไม่สูบบุหรี่เป็นอันขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ

>> ไม่ได้มีแต่ยาที่ช่วยแก้ปวดหัว หากคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอาการปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแนะนำนั่นก็คือ ไบโอฟีดแบ็ก คือ กรรมวิธีการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน หรือโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง ระบบขับถ่ายไม่ดี ความดันเลือดสูง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น เทรนนิ่งออโตเจโน คือการควบคุมตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เหมาะกับคนที่ชอบวิตกกังวล เป็นไมเกรน มีความเครียดสูงหรือเป็นโรคหอบหืด และการฝังเข็ม วิธีการเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยืนยันว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้

>> เกร็ดน่ารู้

  • หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนแน่นอนแล้วละก็
    คุณควรจะหาชาสมุนไพรเก๊กฮวยดื่มซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้
  • หากใครกำลังใช้ยารักษาไมเกรนยี่ห้อ Avamigram, Cafergot, Degran, Poligot-CF และ Polygot
    ควรจะต้องรู้ว่าห้ามทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์ หากต้องการให้ได้ผลควรนอนพักผ่อนในห้องที่มืด เงียบ และอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่หากมีอาการข้างเคียง เช่น ขาไม่มีแรงเจ็บหน้าอก แขน คอ ไหล่ หรือปวดท้อง ปลายมือเท้าชา และรู้สึกเย็นซ่า รีบหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

>> อย่าเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบ่อย ๆ 
เนื่องจากการนอนมากหรือน้อยกว่าปกติ การทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่อาจทำให้ปวดหัวได้ การที่ทำกิจวัตรต่าง ๆ ไม่ต่อเนื่องกันนี้เสี่ยงต่อการปวดหัวโดยเฉพาะกับคนที่เป็นไมเกรนในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งคุณไม่ควรเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันช่วงวันเสาร์วันอาทิตย์บ่อยมากนักนะคะ และอย่าได้ประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่าง ๆ เหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะยิ่งถ้าหากคุณเพิ่งฟื้นไข้ คุณจะต้องทานยาที่ถูกต้องและพกยาติดตัวไว้เสมอ เผื่อว่าเกิดปวดหัวขึ้นมากะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปวดหัวได้นะคะ

>> อาการปวดหัวไม่ใช่ผลข้างเคียงของประจำเดือน
คุณอย่าไปคิดว่าการปวดหัวเป็นผลเคียงจากการมีประจำเดือนนะคะ เพราะว่าการที่คุณปวดหัวทุกครั้งในช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วง 2 วันแรกก่อนมีประจำเดือนถึงจะแสดงว่าคุณเป็นไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งเกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ปวดหัวนานกว่าเดิม มากกว่าเดิม และรักษายากยิ่งกว่าเดิม ในกรณีนี้ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าวแต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการให้แน่ใจนะคะ

>> ยาที่ใช้รักษาโรคอื่นอาจทำให้ปวดหัวได้
ยาที่แพทย์สั่งให้ทานเพื่อรักษาโรคอื่นที่เป็นอยู่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เราปวดหัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ในกรณีนี้ลองให้แพทย์สั่งยาตัวอื่นที่รักษาโรคนั้น ๆ ได้และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ มารับประทานแทนนะคะ

>> อย่าพยายามเอาชนะโรคไมเกรนในช่วยสุดสัปดาห์

บางคนมักปวดหัวในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากการปัญหาสุขภาพและพักผ่อนมากเกินไป การพักผ่อนนี้ก็เป็นผลมาจากความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นตลอดวันทำงานที่ผ่านมา ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดต่าง ๆ แล้วหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับสุนัข เป็นต้นค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

>> อย่าทานยาแก้ปวดต่างชนิดในวันเดียวกัน
หากคุณปวดหัวแล้วไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์ ก็อย่าทานยาแก้ปวดหัวที่ต่างชนิดกันบ่อย ๆ เพราะอาจจะทำให้มีอาการแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้นยังทำให้แพทย์สันนิษฐานไม่ได้ หากเกิดอาการแพ้ยาขึ้น นอกจากนี้อย่าทานยาตอนท้องว่างนะคะ เพราะอาจทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง ทางที่ดีแล้วควรทานอาหารรองท้องก่อนเล็กน้อย แล้วค่อยทานยาเพื่อให้การดูดซึมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นนั่นเองค่ะ

>> ไม่ควรกินยาช้าเกินไป
เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกปวดหัว คุณไม่ควรจะเพิกเฉย แต่ควรสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดีเพื่อที่จะได้หายามาทานให้ทันท่วงที เพราะหากช้าเกินไปเพียงแค่เราสัมผัสผมก็อาจทำให้ปวดหัวได้ ถ้าถึงตอนนั้นยาตัวใดก็ไม่สามารถช่วยระงับอาการปวดได้แล้วนะคะ ซึ่งสัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณอาจจะเป็นไมเกรนคือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย เฉื่อยชา โมโหง่าย อยากอาหารบางอย่าง เช่น ของหวาน ๆ และหาวแต่ไม่ได้ง่วงนอน เป็นต้น

>> ปวดหัวมากกว่า 3 ครั้ง/เดือน ยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยอะไร

หากคุณมีอาการอย่างนี้บ่อย ๆ การบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ บางทีก็น่าลองดู เช่น อาจจะจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน ถ้าไม่ถนัดกีฬาที่กล่าวมา ก็อาจจะเล่นกีฬาชนิดไหนก็ได้ที่คุณชอบ เพียงแต่ขอให้เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ เพียงแค่วันละ 15 นาที ก็เพียงพอแต่ถ้าแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีเป็นเดินในห้างสรรพสินค้าดูก็ได้นะคะ แต่ก็มีบางคนที่จะต้องทานยาทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ปวดหัวก็ตาม ตัวยาเหล่านี้แตกต่างจากยาแก้ปวดทั่วไปคือ ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว โดยทำให้ระบบทางเดินโลหิตและระบบประสาททำงานเป็นปกตินั่นเองค่ะ

>> หาสาเหตุของโรคที่เกิดจากการปวดหัว
สาเหตุที่ทำให้ปวดหัวมีมากเหลือเกิน แต่ละคนก็ปวดหัวด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรหาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมเราจึงปวดหัว เมื่อรู้แล้วจะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำอย่างนั้นและพร้อมที่จะเผชิญกับมันได้ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

 

ไมเกรนนั้นได้กลายมาเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ เนื่องจากการสำรวจพบว่าผู้หญิงร้อยละ 18 ต้องเผชิญกับปัญหานี้ต่างค่ะ ซึ่งจะพบในผู้ชายเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นเองค่ะ

ถ้าหากว่าอาการปวดหัวที่เกิดนั้น หากว่านาน ๆ เป็นทีก็ไม่ควรวิตกกังวลให้มากนักนะคะ แต่เมื่อไรที่คุณเป็นบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม หรือว่ามีการปวดมากจนไม่สามารถทำงานได้ คุณอย่านิ่งนอนใจนะคะ คุณลองมาอ่านข้อแนะนำต่อไปนี้แล้วนำไปพิจารณาดูว่าคุณเข้าข่ายเป็นไมเกรนหรือแค่ปวดหัวธรรมดากันแน่ค่ะ มาดูกันเลยค่ะ

>> อย่าประมาว่าไมเกรนเป็นเรื่องเล็กน้อย

เพราะคนที่เป็นไมเกรนจะปวดหัวรุนแรงและมักปวดหัวข้างเดียว ถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาโดยทันที คุณอาจจะต้องทรมานปวดหัวต่อไปอีก ถึงวันละ 4 ชั่วโมง นานถึง 3 วันติดกันเลยทีเดียวค่ะ และนอกจากนี้อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือแพ้แสงในลักษณะเห็นแสงแบบดาวระยิบระยับ หรือว่ามักได้กลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ถ้าหากยังละเลยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่พบแพทย์ รับรองว่าว่าอาการของคุณก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ ค่ะ

>> ไม่ควรรักษาโรคด้วยตัวเอง

อาจจะมีหลาย ๆ คน พยายามรักษาอาการปวดหัวเหล่านี้ด้วยตัวเอง ถือว่าผิดเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะพบว่าผู้ป่วยไมเกรน 58 คน จาก 100 คน ไม่เคยไปขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เลย ถึงแม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชั่วคราวได้ก็จริง แต่ถ้าหากว่าอาการเข้าข่ายเป็นไมเกรน ยาแก้ปวดพาราเซตามอล 2 เม็ด ก็คงจะไม่พอค่ะ แต่การเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้นนั้นอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการติดยาในเวลาต่อมา เนื่องจากบางคนอาจทานยาถึง 16 วัน ใน 1 เดือน หรือมากกว่า 180 วันใน 1 ปี เราจึงพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ เนื่องจากทานยาแก้ปวดมากเกินไปนั่นเองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคภัยในออฟฟิศ

Posted on

โรคภัยในออฟฟิศ 

หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่าออฟฟิศในออฟฟิสเป็นแหล่งรวบรวมเชื้อโรคทั้งหลาย หรือสถานที่ที่มนุษย์เงินเดือนนั่งทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่ามอบความมั่นคงในชีวิตแล้ว ออฟฟิศที่คนหนุ่มคนสาวหายเข้าไปตอนเช้าตรู่ และกลับบ้านตอนเย็นมาดูกันว่า 9 โรคที่ต้องเฝ้าระวังมีอะไรในออฟฟิสมีไรกันบ้าง

 

1.โรคผมร่วง ในออฟฟิศทำให้ผมร่วงนอกจากอาการเครียดเป็นสาเหตุหลักทำให้เส้นผมร่วงมากกว่า 30 เส้นต่อวันแล้ว หนุ่มสาวออฟฟิศที่ได้รับแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงเช่นกัน เพราะแสงแดดในยามเช้าช่วยให้เราสังเคราะห์วิตามินเคที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะอีกด้วย

 

2. ปวดหัว ไมเกรน อาการปวดหัว หรือไมเกรน เกิดจากความเครียด แต่สาเหตุอีกประการที่น่าสนใจคือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน อาหารไขมันสูง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 90% เป็นอาหารหลัก แม้ว่าอาการอัลไซเมอร์จะเป็นอาการสมองเสื่อมโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ ของอาการสมองเสื่อมอื่นๆ

 

3. การนั่งหน้าจอเกินวันละ 6 ชั่วโมง และการเพ่งอยู่หน้าจอในที่มืดรวมทั้งการขาดวิตามินเอ และบี ถ้าไม่อยากให้น้ำตาแห้งก็ควรหาโอกาสออกไปมองฟ้าบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

 

4. ปากเหม็น นอกจากอาหารพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ ความเครียด ยังเป็นพาหะเร่งให้แบคทีเรียทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ดีที่สุด ถ้าไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนปากเหม็นก็ต้องพูดให้มากขึ้น น้ำลายจะได้ไม่บูด

 

5. ปวดคอ ปวดไหล่ โดยมากเกิดจากอาการนั่งทำงานผิดท่า นั่งเก้าอี้โต๊ะที่ไม่รองรับต่อการทำงานแต่ท่านรู้หรือไม่ว่า แม้ท่านจะนั่งถูกท่าแล้ว แต่หากนั่งเป็นเวลานานๆ ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถซะบ้าง อาการปวดคอ ปวดไหล่ ก็ถามหาเช่นกัน

 

6.โรคอ้วน ทุกวันเรากินอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ มีพลังงานมากมายเข้าสู่ร่างกาย แต่ถูกเผาผลาญไปน้อยนิดก็ต้องอ้วนเป็นธรรมดา ถ้าไม่อยากให้ออฟฟิศเป็นสถานที่เพาะน้ำหนักแล้วละก็ อาหารประเภทแฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม พิซซ่า ที่คุณทำไปกินไปน่ะเลิกนิสัยแบบนี้ซะ

 

ขอบคุณบทความดีดีจากguru.google.co.th