เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [12]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [12]

 

      เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนี่ถือว่าไม่มีใครปรารถนาที่จะให้มากล้ำกลายตัวเองเลยนะคะ เพราะว่านอกจากจะทำให้สุขภาพของตัวเองทรุดโทรมแล้ว สุขภาพใจของเราก็จะแย่ตามไปด้วยค่ะ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องนำเอาเกร็ดความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ มาฝาก ซึ่งอีกโรคหนึ่งที่เป็นโรคใกล้ตัวคนวัยทำงานก็คือโรคหลอดเลือดที่ขานั่นเองค่ะ เราจะมาดูกันว่าหากเราไม่อยากเป็นโรคนี้แล้วเราต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะป้องกันและรักษาได้อย่างถูกวิธี 

>> วิธีการดูแลรักษาและป้องกันโรค (ต่อ)

  • สำหรับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดขอดที่ขาแล้ว แพทย์อาจจะใช้วิธีการบำบัดตามความร้อนผ่านสายสอดก็เป็นได้ค่ะ ซึ่งวิธีการในรักษาก็คือการแยกเอาสายลอดเข้าไปในหลอดเลือดของเรา จากนั้นก็ใช้ความร้อนที่มีอยู่บริเวณปลายสอดเข้าไปเพื่อทำให้เส้นเลือดส่วนที่ขอดอยู่นั้นถูกทำลายลงไป
  • แต่ในรายที่เป็นหนัก ๆ อาจจะถึงกับต้องผ่าตัดก็ได้ค่ะ เพราะว่ามันเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลที่สุด เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดหลอดเลือดที่ขอดทิ้งไป แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดในร่างกายแต่อย่างใดนะคะ

…..นี่เป็นเพียงการรักษาและป้องกันตัวเองจากโรคส่วนหนึ่งเท่านั้นนะคะ รายละเอียดยังมีอีกมากมายเอาไว้ให้เราได้ศึกษากันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นแล้วเราไม่ควรมองข้ามเรื่องสุขภาพอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยมาก เพราะหากขึ้นชื่อว่าอาการป่วยแล้วก็ย่อมไม่ดีต่อร่างกายของเราทั้งนั้นแหละค่ะ…..

/////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคริดสีดวงทวาร” [2]

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคริดสีดวงทวาร” [2]

 

      เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เรานำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้ก็คือ รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลของโรคริดสีดวงทวารนั่นเองค่ะ ซึ่งความเสี่ยงของโรคนี้ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายจะมีความเสี่ยงไม่แตกต่างกันเลยค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มีอะไรบ้างเพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องมากขึ้นนั่นเอง 

>> ระยะของโรคริดสีดวงทวาร (ต่อ)

  • ระยะที่ 3 และ 4
    ในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 นี้ถือได้ว่าเป็นระยะสุดท้ายของการเป็นโรคริดสีดวงทวารเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งขนาดของริดสีดวงนั้นจะใหญ่มากกว่าปกติ ไม่สามารถกลับเข้าไปในรูปทวารเหมือนเดิมได้ วิธีการรักษามีอยู่ทางเดียวก็คือการผ่าตัดเอาริดสีดวงออกเท่านั้นค่ะ

>> การผ่าตัดริดสีดวงทวาร
คนป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารนั้นไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทุกรายค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะที่เป็นและชนิดของริดสีดวงทวารด้วย ซึ่งในขั้นตอนของการผ่าตัดนั้นจะมีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทางการแพทย์เข้ามาช่วยโดยคนที่ผ่าตัดให้เราก็คือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญนั่นเองค่ะ  เครื่องมือที่ใช้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลมนั่นเองค่ะ ซึ่งการตัดและการเย็บแผลจากการผ่าตัดในครั้งนี้จะเป็นไปตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนักของผู้ป่วยนั่นเอง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่สามารถตัดริดสีดวงออกทุกหัวได้ค่ะ และที่สำคัญแผลของการผ่าตัดจะต้องอยู่สูงกว่าบริเวณปากทวารหนักด้วยนะคะ เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ผ่าตัดเจ็บแผลน้อยลงนั่นเองค่ะ

…..ถือได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเราและมีความเสี่ยงมากพอสมควร ดังนั้นเราจะต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเข้าใกล้สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค และหมั่นออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อที่จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับตัวเองนั่นเองค่ะ…..

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคหลอดเลือดดำขอด [2]

Posted on

โรคหลอดเลือดดำขอด [2]

>> บุคคลที่เสี่ยงเป็นหลอดเลือดดำขอด (ต่อ)
การตั้งครรภ์ กรรมพันธุ์ คนอ้วน และอาชีพที่ต้องยืนนาน ๆ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะนี้บ่อยกว่าคนทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าบางปัจจัยอาจแก้ไขได้ นอกจากนี้ยังมีหลายคนเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้เกิดเป็นหลอดเลือดดำขอด ซึ่งจากการศึกษานั้นไม่พบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดค่ะ

>> วิธีการรักษา
วิธีการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นหลอดเลือดแบบใด และที่สำคัญนั้นเกิดจากสาเหตุใดนั่นเองค่ะ โดยถ้าหากว่าเป็นหลอดเลือดดำฝอยขอดเราก็สามารถรักษาให้หายด้วยการใช้แสงเลเซอร์หรือว่าการฉีดยาเข้าที่หลอดเลือดดำฝอยขอด เพื่อทำให้หลอดเลือดดำฝอยนั้นตีบตันไปนั่นเองค่ะ ส่วนกรณีหลอดเลือดดำขอดขนาดใหญ่ เราสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหลอดเลือดดำขอดนั้นออกค่ะ

แต่ในปัจจุบันมีการรักษาแบบใหม่โดยใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า เอ็นโดวาสคูลาเลเซอร์ หรือ Endovascular Laser ที่สามารถใช้ทดแทนการผ่าตัดแบบเดิม ซึ่งมีข้อดีก็คือ บาดแผลมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องดมยาสลบหรือบล็อคหลังและไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยสะดวกสบายขึ้น ถ้าหากว่าผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยหลอดเลือดดำขอดที่มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ขาบวม ผิวหนังที่ขามีสีเทาคล้ำหรือมีแผล ก็จำเป็นต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติม ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ก่อนวางแผนการรักษานั่นเองค่ะ

>> การดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำขอด
อันดับแรกก็คือ ไปปรึกษาศัลยแพทย์ใกล้บ้าน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียารับประทานชนิดใดที่ช่วยให้ภาวะนี้หายได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ โดยคุณอาจจะออกกำลังกายเพื่อฝึกกล้ามเนื้อน่องที่มีส่วนช่วยให้ภาวะเลือดคั่งจากหลอดเลือดดำขอดดังกล่าวลดลงได้ค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก mahidol.ac.th ]]


โรคริดสีดวงทวาร

Posted on

โรคริดสีดวงทวาร

           โรคริดสีดวงทวาร พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย อาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ สามารถหายได้เองในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอายและไม่กล้าไปพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มักใช้เวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรงจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด

  สาเหตุ
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารมากกว่าสาเหตุ อื่นๆ ก็คือ ท้องผูกเรื้อรัง เนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่ดีหลายๆ ประการ เช่น ไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา นั่งทำงานตลอดทั้งวัน ประกอบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกมากขึ้น

นอกจากท้องผูกเรื้อรังแล้ว ริดสีดวงทวารยังสามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะท้องเสียเรื้อรัง การตั้งครรภ์ซึ่งจะหายไปได้เองหลังการคลอดบุตร หรืออาจเกิดจากพันธุกรรม ความชรา การยกของหนัก หรือการยืนนานๆ นั่นเองค่ะ

  โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • ริดสีดวงทวารภายใน ริดสีดวงทวารชนิดนี้จะไม่ค่อยเจ็บปวด เนื่องจากบริเวณที่เป็นจะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
  •  ริดสีดวงทวารภายนอก จะเป็นก้อนอยู่ข้างนอก มีผิวหนังคลุมอยู่ มักมีอาการคันและเจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน เนื่องจากผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด

  ความรุนแรงของอาการ

  • ระยะที่ 1
    มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย หากท้องผูก เลือดจะยิ่งไหลออกมามากขึ้น เพราะมีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่โป่งพองมากขึ้น
  • ระยะที่ 2
    เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ
  • ระยะที่ 3
    ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาขณะถ่ายอุจจาระ และไม่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องใช้นิ้วช่วยดัน
  • ระยะที่ 4
    ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถใช้มือดันกลับเข้าไปได้

  การรักษา

  • การรักษามีหลายวิธี โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก ในระยะต้นๆ จะใช้การรักษาด้วยยา เช่น ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือยาสเตียรอยด์เหน็บทวาร เพื่อลดการอักเสบ ควรใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้นและไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจใช้ยางชนิดพิเศษรัดริดสีดวงทวาร ซึ่งได้ผลดี ไม่เจ็บ และสามารถทำได้บ่อยๆ บางแห่งอาจรักษาด้วยการจี้ริดสีดวงทวาร เช่น การจี้ด้วยอินฟราเรด แต่ไม่จำเป็นนัก
  • โดยทั่วไปหากอาการไม่รุนแรงจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัด ยกเว้นบางรายที่เป็นทั้งริดสีดวงภายนอกและภายในพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถใช้ยางรัดได้ เพราะจะเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือหัวริดสีดวงเน่าจากการขาดเลือด จึงจะรักษาด้วยการผ่าตัด
  • ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ๆ ที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยลง ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นด้วย

  วิธีป้องกัน

  • ระวังอย่าให้ท้องผูก ด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น สะดวกต่อการขับถ่าย และลดการเสียดสีกับเส้นเลือดที่โป่งพองบริเวณทวารหนัก
  • ฝึกอุปนิสัยถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

             เป็นที่ทราบกันว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่ร้ายแรงอย่างมาก คนที่ตายด้วยโรคนี้เป็นอันดับต้นๆ วันนี้เราจึงนำสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ เพื่อที่จะเรียนรู้จักกับโรคนี้และหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ค่ะ มาดูกันเลยดีกว่า….

  อาการของโรคมะเร็ง
ในระยะเริ่มแรกโรคมะเร็งจะไม่แสดงอาการนะคะ อวัยวะต่างๆ ก็ไม่มีอาการที่แสดงออกมาให้เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็มีสามารถสังเกตอาการของตัวเองได้ ดังนี้ค่ะ

  • มีตุ่ม ก้อน หรือแผลเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น อวัยวะเหล่านี้จะมีลักษณะที่โตขึ้นผิดปกติค่ะ
  • หูดหรือปานของคุณโตขึ้นผิดปกติ
  • หากมีแผล ก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ไม่หายสักทีและโตขึ้นด้วยค่ะ
  • เสียงจะแหบเรื่อยๆ และเกิดอาการไอโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เกิดอาการตกขาวหรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด
  • เกิดอาการท้องอืด เบื่ออาหาร และผอมลงอย่างมาก หรือกลืนอาหารลำบากด้วยค่ะ
  • ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะที่ผิดปกไปจากเดิม

  สาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อกันว่าสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ที่ทดลองได้นั้น เราเรียกกันว่า “คาร์ซิโนเจน” (Carcinogen) ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซมที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ปกติในร่างกายพิการไปด้วย โดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยล่ะค่ะ จนเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และลุกลามไปเบียดเสียดเซลล์ดีออกไป จนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้น และแตกกระจายออกไปเป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุดนั่นเองค่ะ

  แนวทางการรักษา

  • ในระยะเริ่มเป็นอาจจะใช้วิธีการผ่าตัด ฉายแสง หรือใส่แร่เรเดียม หรืออาจจะต้องทำร่วมกันทั้งหมดก็ได้ค่ะ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์นั่นเองค่ะ
  • ระยะต่อมาจะใช้สารเคมี ฉายแสงรังสี ซึ่งจะทำกับรายที่เป็นมากและมีอาการหนักแล้ว เป็นการช่วยประทังให้คนไข้มีชีวิตอยู่และบางรายก็จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วยค่ะ