เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมือเท้าปาก” [3]

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมือเท้าปาก” [3]

 

เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับโรคมือเท้ามือเท้าปากมาฝากค่ะ ซึ่งโรคนี้ถือว่าเป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่วนมากจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในวัยเด็กเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีเด็กรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น ยิ่งจะทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้รวดเร็วเลยทีเดียว

สิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างมากก็คือ เมื่อมีผู้ป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก ผู้ดูแลหรือคุณหมอควรจะทำการแยกผู้ป่วยให้ออกมาจากสถานที่แห่งนั้นแล้วมาพักผ่อนที่บ้าน และถ้าหากว่าเป็นสถานศึกษาหรือว่าสถานรับเลี้ยงเด็กก็จะควรจะปิดทำการชั่วคราว เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนั่นเองค่ะ  จากนั้นก็จะต้องทำความสะอาดสถานที่ที่มีผู้ป่วยพักอยู่ให้สะอาดเรียบร้อย ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ล้างมือให้บ่อย ๆ ให้สะอาดอยู่เสมอหลังจากที่เล่นของเล่นหรือว่าไปสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ มา หรือหลังจากที่เข้าห้องน้ำ เป็นต้น และที่สำคัญควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วยค่ะ

…..โรคมือเท้าปากเป็นโรคระบาดที่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทุก ๆ ฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการป้องกันและดูแลไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้นกับลูกหลานของตนเอง โดยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะทำให้ไม่เป็นโรคนี้ ถ้าหากพบว่ามีผู้ป่วยอยู่ใกล้ตัวแล้วล่ะก็ ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของชีวิต  และยังเป็นป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอีกด้วยค่ะ…..

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก yenta4.com ]]


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมือเท้าปาก” [2]

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมือเท้าปาก” [2]

 

      ในปัจจุบันโรคมือเท้าปากถือว่าเป็นว่าเป็นโรคติดต่อที่อันตรายมาก ๆ เลยล่ะค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรจะมองข้ามไป เราจะต้องเตรียมให้พร้อมรับกับปัญหาที่เอาจะเกิดขึ้นอยู่เสมอค่ะ ดังนั้นวันนี้เราจึงนำเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคมือเท้าปากมาฝากค่ะ มาติดตามกันเลย

>> อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคมือเท้าปาก
ผู้ป่วยที่เป็นโรคมือเท้าปากนั้นจะมีอาการที่เป็นตัวบ่งบอกว่าจะอยู่ในขั้นรุนแรงนั่นก็คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมือเท้าปากนั้นจะมีไข้สูงเป็นเวลานานหลายวัน ถ้าหากว่ามีอาการซึมเศร้าร่วมด้วยและยังมีอาการผิดปกติของการหายใจและการเต้นของหัวใจด้วย ถ้าหากว่าคุณมีอาการดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้นแล้วเราล่ะก็ จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการการวินิจฉัยโรคและทำการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะว่าผู้ป่วยนั้นอาจจะมีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นภาวะแกนสมองอักเสบก็เป็นได้ ถือว่าพบได้น้อยมาก แต่ถ้าหากเป็นในขั้นรุนแรงก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ 

>> วิธีการป้องกันโรคมือเท้าปาก
ในปัจจุบันถือว่ายังไม่มีวัคซีนใด ๆ ที่จะสามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างได้ผล แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กเข้าไปในที่ชุมชนโดยไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค ค่ะ

…..เมื่อเราทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้เป็นอย่างดีแล้ว เราก็ควรจะดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี เพื่อที่จะได้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั่นเองค่ะ…..

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก yenta4.com ]]


การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

Posted on

การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

 

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีข่าวคราวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) ที่ขยายตัวไปทั่วโลก และประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้าย ๆ กันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลยล่ะค่ะ และวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และมีคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (H1N1) ดังนี้

>> คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
  • ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

>> คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ 

  • หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
  • ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
  • หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ 

……ถือได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่น่ากลัวมาก ๆ เลยล่ะค่ะ ดังนั้นเราจะต้องหมั่นดูแลและรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้างให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ จะได้มีภูมิคุ้มกันโรคเอาไว้ต้านทานเชื้อโรคเวลาที่ร่างกายเราอ่อนแอนั่นเองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก thaihealth.or.th ]]


โรคไข้หวัดหมู หรือ H1N1 [2]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู หรือ H1N1 [2]

ไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่นั้นจะมีลักษณะพันธุกรรมหรือยีน แตกต่างออกไปจากไวรัสไข้หวัดหมูในอดีตค่ะ เพราะว่าจะมีองค์ประกอบของเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ 3 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วย คือ เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ, เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และเชื้อไข้หวัดหมูที่พบได้บ่อย ๆ ในทวีปยุโรปและเอเชีย ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อก็จะมีอาการคล้าย ๆ กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ อย่างเช่น ไข้จะขึ้นสูง การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง และปวดศีรษะอย่างรุนแรง เป็นต้น

โดยทั้งนี้ได้มีการสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เชื้อไข้หวัดหมูพันธุ์ใหม่นั้นได้เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม  (Antigenetic Shift) ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และไข้หวัดใหญ่ นี้อาจจะเข้าไปอยู่ในตัวหมูที่เป็นพาหะนำโรคค่ะ และต่อมาเซลล์ในตัวหมูได้ถูกไวรัสตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปโจมตี จนทำให้หน่วยพันธุกรรมของไวรัสดังกล่าวนั้นไปผสมปนเปกันระหว่างการแบ่งตัว จนกลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมาค่ะ

>> การแพร่ระบาดของเชื้อโรค

  • สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้โดยการไอหรือว่าจามรดกัน โดยเชื้อเหล่านั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก และน้ำลายค่ะ
  • เชื้อโรคติดมาจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ และเชื้อนั้นจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตาค่ะ หากว่านำมือที่มีเชื้อไปสัมผัสบริเวณดังกล่าว

>> อาการของ โรคไข้หวัดหมู

  • มีอาการไข้ขึ้นสูง
  • หายใจไม่ค่อยสะดวก
  • เกิดอาการปวดศีรษะ และปวดตา
  • ปวดเมื่อยไปตามร่างกายอย่างรุนแรง
  • อาการป่วยนั้นจะสามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและจะมีอาการหายใจได้ลำบากอย่างรุนแรงภายใน 5 วันค่ะ

>> คำแนะนำในการป้องกันโรคเบื้องต้น

  • เมื่อคุณเป็นหวัด เวลาจามนั้นจะต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก เพื่อเป็นการป้องกันการติดต่อนะคะ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ถ้าหากว่ามีอาการรุนแรง โดยไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน ควรจะรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคนั่นเองค่ะ แต่ว่าที่ผ่านมานั้นประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์หมูค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก sanook.com ]]


การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

Posted on

การควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009

 

การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้าย ๆ กันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลเลยล่ะค่ะ และวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และมีคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (H1N1) ดังนี้

>> คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น
  • ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

>> คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ 

  • หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
  • ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม
  • หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ 

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก thaihealth.or.th ]]


โรคไข้หวัดหมู [3]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู [3]

 

>> การติดต่อของโรคไข้หวัดหมู  (ต่อ)
โรคไข้หวัดหมูมีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คือ อยู่ที่ร้อยละ 5-7 ในขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60 เลยล่ะค่ะ

>> อาการของโรคไข้หวัดหมู
เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฏอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือมีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส และปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม มีอากาเบื่ออาหาร ในบางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ หรืออาเจียน จากนั้นเชื้อก็จะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นผลให้ผู้ป่วยมีการทรงตัวผิดปกติ และเดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุราค่ะ

>> วิธีการรักษาโรคไข้หวัดหมู
โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ นั่นก็คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส โอเซลทามิเวียร์ (ทามิฟลู) และซานามิเวียร์ (รีเลนซา) เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไปค่ะ

>> การป้องกันโรคไข้หวัดหมู
เราสามารถรับประทานหมูได้นะคะ แต่ถ้าหากว่าไม่แน่ใจ ก็ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกก่อนโดยการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือนำไปต้มในน้ำเดือดก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้ค่ะ แต่วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุดก็คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และอย่าลืมล้างมือบ่อย ๆ ด้วยนะคะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไข้หวัดหมู

Posted on

โรคไข้หวัดหมู

โรคไข้หวัดหมู หรือ Swine influenza ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยงและหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งในหมูอาจจะมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้จนทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรคนั่นเองค่ะ

ไข้หวัดหมูส่วนใหญ่มักจะแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแต่ก็สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้นเกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคนซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือและไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชียและยุโรปนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกกันว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

>> วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดหมู
ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ปี ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่าง ๆ จนก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 61 จะมีประวัติการสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหารที่รัฐนิวเจอร์ซี่ ซึ่งมีผู้ป่วย 13 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือว่ามีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ก็แสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คนได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไวรัสตับอักเสบบี

Posted on

โรคไวรัสตับอักเสบบี

 

         “ไวรัสตับอักเสบบี” เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลก ประมาณ 350-400 ล้านคน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูงเช่นเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอัฟริกา ประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 6-7 ล้านคน เลยล่ะค่ะ

>> วิธีรักษา
แบ่งการรักษาของผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่เป็นพาหะ
    ได้แก่ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัส โดยไม่มีอาการและตรวจการทำงานของตับปกติ ในกลุ่มนี้ความรุนแรงไม่มาก และโอกาสตอบสนองการให้ยาต้านไวรัสน้อย ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสในระยะนี้ ยกเว้นผู้ที่ตรวจชิ้นเนื้อตับมีพยาธิสภาพรุนแรง หรือผู้ที่ต้องได้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • กลุ่มที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
    ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการ  ตรวจพบเชื้อไวรัส และตรวจการทำงานของตับ AST, ALT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน กลุ่มนี้พิจารณาให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร และควรตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อบอกความรุนแรงและแยกจากโรคอื่น
  • กลุ่มที่เป็นระยะตับแข็ง
    ถ้าพบว่ามีเชื้อไวรัสในเลือด ใช้ยากิน และในรายที่ตับแข็ง ใช้ยากินต้านไวรัสในคนที่ยังไม่ติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เพราะผลข้างเคียงน้อยกว่ายาฉีด  และพิจาณาผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อมีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม ถึงแม้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถลดการอักเสบและลดพังผืดในตับ แต่โอกาสหายขาดไม่มาก และมีผลข้างเคียง และค่าใช้จ่ายสูง วิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เป็นไวรัสตับอักเสบ บี  ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี  ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้ง ที่ 0,1 และ 6 เดือน

>> วิธีปฏิบัติเมื่อเป็นไวรัสตับอักเสบบี    

  • งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  และหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราปนเปื้อนซึ่งสร้างสาร Alphatoxin ที่เป็นพิษต่อตับได้
  • รับประทานอาหารเพียงพอ สุก และสะอาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • พบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจดูการทำหน้าที่ของตับและตรวจหาภาวะแทรกซ้อน
  • ตรวจเลือดหาระดับ AFP และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง สม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยงเช่น ระยะตับแข็ง เพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี และและมีประวัติมะเร็งในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก