โรคไข้หวัดหมู หรือ H1N1 [2]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู หรือ H1N1 [2]

ไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่นั้นจะมีลักษณะพันธุกรรมหรือยีน แตกต่างออกไปจากไวรัสไข้หวัดหมูในอดีตค่ะ เพราะว่าจะมีองค์ประกอบของเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ 3 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วย คือ เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ, เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และเชื้อไข้หวัดหมูที่พบได้บ่อย ๆ ในทวีปยุโรปและเอเชีย ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อก็จะมีอาการคล้าย ๆ กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ อย่างเช่น ไข้จะขึ้นสูง การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง และปวดศีรษะอย่างรุนแรง เป็นต้น

โดยทั้งนี้ได้มีการสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เชื้อไข้หวัดหมูพันธุ์ใหม่นั้นได้เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม  (Antigenetic Shift) ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และไข้หวัดใหญ่ นี้อาจจะเข้าไปอยู่ในตัวหมูที่เป็นพาหะนำโรคค่ะ และต่อมาเซลล์ในตัวหมูได้ถูกไวรัสตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปโจมตี จนทำให้หน่วยพันธุกรรมของไวรัสดังกล่าวนั้นไปผสมปนเปกันระหว่างการแบ่งตัว จนกลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมาค่ะ

>> การแพร่ระบาดของเชื้อโรค

  • สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้โดยการไอหรือว่าจามรดกัน โดยเชื้อเหล่านั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก และน้ำลายค่ะ
  • เชื้อโรคติดมาจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ และเชื้อนั้นจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตาค่ะ หากว่านำมือที่มีเชื้อไปสัมผัสบริเวณดังกล่าว

>> อาการของ โรคไข้หวัดหมู

  • มีอาการไข้ขึ้นสูง
  • หายใจไม่ค่อยสะดวก
  • เกิดอาการปวดศีรษะ และปวดตา
  • ปวดเมื่อยไปตามร่างกายอย่างรุนแรง
  • อาการป่วยนั้นจะสามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและจะมีอาการหายใจได้ลำบากอย่างรุนแรงภายใน 5 วันค่ะ

>> คำแนะนำในการป้องกันโรคเบื้องต้น

  • เมื่อคุณเป็นหวัด เวลาจามนั้นจะต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก เพื่อเป็นการป้องกันการติดต่อนะคะ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ถ้าหากว่ามีอาการรุนแรง โดยไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน ควรจะรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคนั่นเองค่ะ แต่ว่าที่ผ่านมานั้นประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์หมูค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก sanook.com ]]


โรควิงเวียนศีรษะ [4]

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ [4]

>> ถึงเวลาที่ต้องไปพบแพทย์
การดูแลตนเองเบื้องต้นมักจะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

  • เมื่อทำตามวิธีการดูแลด้วยตนเองข้างต้นแล้วผ่านไปอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง ไม่ดีขึ้นหรืออาการแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์
  • มีอาการอาเจียนมาก กินยา และดื่มน้ำไม่ได้เลย หรือว่ากินยาแล้วมีอาการอาเจียนทุกครั้ง ร่างกายจะขาดน้ำ เกลือแร่และยา ก็อย่าไปฝืนทน ควรไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาและบางรายอาจจะต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดเลยล่ะค่ะ
  • เมื่ออาการดีขึ้นแต่ไม่ยอมหายเป็นปกติ ควรจะไปพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจจะมีสาเหตุบางอย่างซ่อนอยู่ที่เราอาจจะจำเป็นต้องได้รับการค้นหาและรักษาที่ต้นเหตุนั่นเองค่ะ
  • เป็นบ่อยมาก จนไปรบกวนชีวิตประจำวัน ก็ต้องหาสาเหตุเช่นกันค่ะ หรือว่าในรายที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ การกินยาป้องกันไว้ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง

>> วิธีการการป้องกัน

  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจค้นหาโรคที่เป็นต้นเหตุของอาการเวียนศีรษะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคต่อมทัยรอยด์ โรคติดเชื้อบางอย่าง โรคของตา โรคทางหู และทางการได้ยิน โรคทางประสาทและสมอง
  • ระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อประสาทหู ไม่ควรใช้ยารับประทาน ยาฉีดหรือยาหยอดหูเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์
  • ระมัดระวังการหกล้มโดยเฉพาะศีรษะ อาจเกิดภาวะที่มีกะโหลกศีรษะแตกเกิดกระทบกระเทือนต่อหูชั้นในได้ค่ะ
  • ระวังอันตรายบริเวณต้นคอเพราะอาจมีการเคลื่อนหักหรือฉีกขาดของกระดูกคอ กล้ามเนื้อ หรือระบบประสาทอัตโนมัติบริเวณต้นคอ เช่น การออกกำลังกาย ทำให้มีอาการเวียนศีรษะได้ค่ะ
  • เมื่อรับประทานยาระงับอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนไปแล้ว ยานี้จะทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ ดังนั้นข้อควรระวังเป็นอย่างมาก นั่นคือ อย่าขับรถ อย่าทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือว่างานที่ต้องใช้สมาธิ เนื่องจากอาการง่วง มึนงง ที่เนื่องจากฤทธิ์ยาอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ
  • ไม่ควรวิตกกังวลเกินเหตุเมื่อมีอาการเวียนศีรษะ เพราะหลายโรคที่เป็นต้นเหตุ ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและสามารถรักษาให้หายหรือทุเลาได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]


โรควิงเวียนศีรษะ [2]

Posted on

โรควิงเวียนศีรษะ [2]

>> สาเหตุ

  • สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ โรคที่เกิดจากหินปูนหลุดในหูชั้นใน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการอะไรนำมาก่อน แต่มักจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนเกิดขึ้นตอนตื่นนอน พอพลิกตัวบนที่นอนหรือลุกจากที่นอนจะมีอาการเวียนศีรษะทันที บางครั้งอาการเวียนศีรษะที่เกิดจะรุนแรงมากและอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย อาการเวียนศีรษะของโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะ เช่น ก้ม เงย หรือล้มตัวลงนอน อาการอาจเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ หรือเกิดต่อเนื่องกันเป็นอาทิตย์ได้ โดยส่วนใหญ่โรคนี้จะหายได้เองเมื่อตะกอนหินปูนที่หลุดในหูชั้นในกลับเข้าที่หรือตกตะกอนไปค่ะ
  • เกิดจากกระดูกสันหลังส่วนคอมีความผิดปกติ อาการเสื่อมตามวัยในคนสูงอายุ ซึ่งบางครั้งอาจจะสังเกตได้ว่าอาการเวียนศีรษะเกิดขึ้นเวลาเงยหน้าหรือเอี้ยวคอมาก ๆ บางรายอาจเกิดภายหลังอุบัติเหตุรุนแรง อาจเป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน แล้วต่อมามีน้ำในโพรงสมองมากขึ้นนั่นเองค่ะ
  • สาเหตุที่สำคัญและมีอันตรายอีกอย่างหนึ่งก็คือโรคที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อาจจะมีสาเหตุมาจากโรคขาดหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน แต่ก็มักจะพบอาการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น อาการอ่อนแรงของแขนหรือขา อาการชาหรืออาการเหมือนมดไต่อยู่ตามส่วน ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้อาจจะมีอาการพร่ามัวหรืออาการพูดลำบากร่วมด้วย ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นร่วมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
  • การอักเสบของประสาททรงตัว
  • เนื้องอกของประสาททรงตัว
  • ความผิดปกติของสมอง และระบบประสาทกลางจากสาเหตุอื่น ๆ
  • โรคทางกายโรคอื่น ๆ บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคติดเชื้อบางอย่าง โรคทางหูและระบบการได้ยินอีกด้วยค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก bangkokhealth.com ]]