โรคริดสีดวงทวาร

Posted on

โรคริดสีดวงทวาร

           โรคริดสีดวงทวาร พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย อาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ สามารถหายได้เองในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอายและไม่กล้าไปพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มักใช้เวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรงจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด

  สาเหตุ
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารมากกว่าสาเหตุ อื่นๆ ก็คือ ท้องผูกเรื้อรัง เนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่ดีหลายๆ ประการ เช่น ไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา นั่งทำงานตลอดทั้งวัน ประกอบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกมากขึ้น

นอกจากท้องผูกเรื้อรังแล้ว ริดสีดวงทวารยังสามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะท้องเสียเรื้อรัง การตั้งครรภ์ซึ่งจะหายไปได้เองหลังการคลอดบุตร หรืออาจเกิดจากพันธุกรรม ความชรา การยกของหนัก หรือการยืนนานๆ นั่นเองค่ะ

  โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • ริดสีดวงทวารภายใน ริดสีดวงทวารชนิดนี้จะไม่ค่อยเจ็บปวด เนื่องจากบริเวณที่เป็นจะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
  •  ริดสีดวงทวารภายนอก จะเป็นก้อนอยู่ข้างนอก มีผิวหนังคลุมอยู่ มักมีอาการคันและเจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน เนื่องจากผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด

  ความรุนแรงของอาการ

  • ระยะที่ 1
    มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย หากท้องผูก เลือดจะยิ่งไหลออกมามากขึ้น เพราะมีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่โป่งพองมากขึ้น
  • ระยะที่ 2
    เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ
  • ระยะที่ 3
    ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาขณะถ่ายอุจจาระ และไม่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องใช้นิ้วช่วยดัน
  • ระยะที่ 4
    ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถใช้มือดันกลับเข้าไปได้

  การรักษา

  • การรักษามีหลายวิธี โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก ในระยะต้นๆ จะใช้การรักษาด้วยยา เช่น ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือยาสเตียรอยด์เหน็บทวาร เพื่อลดการอักเสบ ควรใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้นและไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจใช้ยางชนิดพิเศษรัดริดสีดวงทวาร ซึ่งได้ผลดี ไม่เจ็บ และสามารถทำได้บ่อยๆ บางแห่งอาจรักษาด้วยการจี้ริดสีดวงทวาร เช่น การจี้ด้วยอินฟราเรด แต่ไม่จำเป็นนัก
  • โดยทั่วไปหากอาการไม่รุนแรงจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัด ยกเว้นบางรายที่เป็นทั้งริดสีดวงภายนอกและภายในพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถใช้ยางรัดได้ เพราะจะเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือหัวริดสีดวงเน่าจากการขาดเลือด จึงจะรักษาด้วยการผ่าตัด
  • ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ๆ ที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยลง ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นด้วย

  วิธีป้องกัน

  • ระวังอย่าให้ท้องผูก ด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น สะดวกต่อการขับถ่าย และลดการเสียดสีกับเส้นเลือดที่โป่งพองบริเวณทวารหนัก
  • ฝึกอุปนิสัยถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นค่ะ

“อาการร้อนใน”

Posted on

“อาการร้อนใน”

สิ่งแรกที่บ่งบอกว่าเราเป็นร้อนในนั้นคือ การถ่ายอุจจาระ ในภาวะปกติคนทั่วไปจะมีอุจจาระสีเหลือง แต่ถ้าหากเรามีอาการร้อนใน อุจจาระจะมีสีน้ำตาลนิด ๆ มีลักษณะคล้ายๆ ครีม ซึ่งแสดงให้รู้ว่าเกิดการขัดแย้งภายในร่างกายของเราขึ้นแล้วล่ะค่ะ และในที่สุดจะมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ถ้าเป็นมากๆ จะมีอาการท้องผูกและขี้ตาแฉะด้วยค่ะ

  • สาเหตุ
    “ร้อนใน” เป็นกลุ่มอาการทางสุขภาพที่เกิดจากการผิดปกติหลายๆ อย่าง ไม่ได้หมายถึงว่าอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นแต่อย่างใด เคยมีผู้เข้าใจผิดว่าอาการร้อนในเป็นเพียงอาการที่ในปากเป็นแผล ลักษณะเป็นดวงหรือจุดขาวใหญ่เท่าๆ เม็ดถั่วเขียว และเจ็บที่แผลแบบปวดแสบปวดร้อน ก็ถือว่าถูกเช่นกันค่ะ แต่ไม่ทั้งหมด สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนในนั้น โดยทั่วไปเกิดจากการรับประทานอาหารที่เผ็ด รสจัด หรือย่อยยากค่ะ เช่น แกงเผ็ด ส้มตำ ข้าวเหนียว ขนุน ลำไย เป็นต้นค่ะ
  • อาการ
    มีขี้ตามาก เป็นแผลจุดขาวใหญ่ ปวดแสบปวดร้อนที่กระพุ้งแก้มด้านในริมฝีปากด้านใน ขอบลิ้น คอแห้ง ปากขม เจ็บคอด้วยล่ะค่ะ และ บางครั้งมีอาการไอ มีเสมหะเหลืองข้น และรู้สึกปวดเมื่อย และครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้เลยล่ะค่ะ จนบางครั้งก็มีอาการท้องผูกร่วมด้วย
  • วิธีป้องกัน
    ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราด้วยล่ะค่ะ คือ เราต้องรู้ว่าร่างกายของเราเป็นหยินหรือหยางมากกว่ากัน และสภาพอากาศตอนนี้เป็นอย่างไร จะกินอาหารอย่างไรให้สอดคล้องกัน จะได้เกิดความสมดุลและอาการร้อนในก็จะไม่เกิดขึ้นค่ะ