เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [13]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [13]

 

      เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่ทุกท่านจะได้อ่านกันต่อไปนี้ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลอดเลือดที่ขาอยู่นะคะ เพราะว่าเป็นโรคที่คนวัยทำงานประสบปัญหากันเป็นจำนวนมาก เราเลยอยากให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับทุก ๆ คน เพื่อที่จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้อง คราวนี้เราจะมาดูกันว่าหากมีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาในระหว่างที่เราเป็นโรคหลอดเลือดที่ขาอยู่จะเป็นอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลยค่ะ 

>> ภาวะหรืออาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ตามปกติแล้วถ้าหากว่าเราเป็นโรคหลอดเลือดที่ขาก็จะไมค่อยมีอาการแทรกซ้อนหรอกค่ะ นอกจากจะเป็นมากหรือว่ารุนแรงจริง ๆ จึงจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นก็ได้แก่ อาการปวดบริเวณขาหรือเข่า เท้าบวม น่องบวม หรือว่าส่วนที่เป็นหลอดเลือดขอดที่ขานั้นแตกจนกลายเป็นแผลเรื้อรังในที่สุด เรียกกันว่าแผลจากหลอดเลือดขอดค่ะ ซึ่งแผลนี้มักจะเกิดที่บริเวณข้อเท้าเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากว่าเราไม่หกล้มหรือว่ามีสิ่งที่มีคมบาดเข้าให้ก็ไม่น่าจะมีปัญหานะคะ แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังให้ดีจนทำให้เลือดออก ก็จะกลายเป็นปัญหาตามมาทีหลังค่ะ

…..ดังนั้นการดูแลตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญ เราไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม หากมันเกิดขึ้นกับร่างกายเราแล้ว เราต้องดูแลอย่างดีที่สุดนะคะ แล้วร่างกายของเราก็จะแข็งแรงและอยู่กับเราไปนาน ๆ ค่ะ…..

//////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [7]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคหลอดเลือดขอดที่ขา” [7]

     

      เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่ทุกคนจะได้อ่านต่อไปนี้ ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดขอดที่ขาอยู่เช่นเคยนะคะ เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้มีค่อนข้างมากพอสมควร และเราจำเป็นต้องลงทุกรายละเอียดเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เท็จจริงให้กับทุกคนได้ทราบนั่นเอง คราวนี้เราจะมาดูกันถึงเรื่องการวินิจฉัยโรคและวิธีการป้องกันรักษาเมื่อเราเป็นโรคนี้กันค่ะ

>> วิธีการวินิจฉัยโรคของคุณหมอ
เมื่อพูดถึงเรื่องการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคหลอดเลือดขอดที่ขาหรือไม่มีหลายวิธีด้วยกันค่ะ ซึ่งหมออาจจะดูจากอาการที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ลักษณะของเลือดขอดที่พบ หรือว่าใช้เครื่องอัลตราซาวน์เพื่อตรวจดูโดยเฉพาะว่าหลอดมีการทำงานอย่างผิดปกติหรือไม่ ถ้าหากว่าผิดปกติก็จะได้มีการรักษาอีกในลำดับต่อไปค่ะ

>> วิธีการดูแลและป้องกันตัวเองจากโรค

  • หมั่นออกกำลังกายทุกวัน
    ทำให้เกิดเป็นนิสัยเลยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราควรเน้นไปที่การออกกำลังกายเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของขามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือว่าการวิ่งก็ได้เช่นกัน จะทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ระบบการหมุนเวียนของโรคดีขึ้นมากกว่าเดิมค่ะ
  • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
    หากว่าคุณอ้วนเกินไปแล้วล่ะก็ จะต้องรีบลดน้ำหนักโดยด่วนเลยค่ะ เพราะมีผลต่อการเป็นโรคนี้ได้เหมือนกัน เนื่องจากไขมันอุดตันจนเลือดทำงานไม่สะดวกและไหลไปเลี้ยงส่วนอื่นไม่เพียงพอค่ะ

…..เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วหวังว่าจะมีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มขึ้นพอสมควรเลยนะคะ จะได้ระวังและดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างถูกวิธี เพราะถึงแม้จะไม่รุนแรงต่อร่างกายมากก็ตาม แต่ถ้าหากว่าเราปล่อยให้เรื้อรังไปเรื่อย ๆ ก็จะมีอาการที่รุนแรงและสร้างความรำคาญใจให้กับเรามากกว่าเดิมค่ะ ทางที่ดีเราควรป้องกันเอาไว้ดีกว่ามาแก้ทีหลังนะคะา….

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคกระดูกคอเสื่อม [2]

Posted on

โรคกระดูกคอเสื่อม [2]

เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมาฝากค่ะ เป็นเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระดูกคอเสื่อมนั่นเองค่ะ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักเพราะคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนค่ะ ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้นมาติดตามกันเลยค่ะ

>> วิธีการดูแลตัวเอง
เมื่อเรามีอาการปวดคอเรื้อรัง คอเกร็งแข็ง หรือว่ามีอาการปวดร้าวลงแขน จะต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นกระดูกคอเสื่อมแล้วล่ะก็ ควรจะดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และหากว่ามีอาการปวดคอแล้วล่ะก็ ปฏิบัติดังนี้ค่ะ

  • กินยาแก้ปวดบรรเทาเพื่อบรรเทาอาการปวดเป็นครั้งคราว
  • ประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ หรือว่าอาบน้ำอุ่นทุกวันก็ช่วยได้ค่ะ
  • ใส่ปลอกคอเพื่อช่วยพยุงคอ
  • หมั่นตั้งคอมให้ตรงอยู่เสมอ
  • หมั่นออกกำลังด้วยการเดินเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการวิ่งเหยาะ ๆ หรือว่าออกกำลังที่มีการสะเทือนต่อกระดูกคอนะคะ 

>> วิธีการป้องกัน
ถึงแม้ว่าโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นจะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามวัยก็ตาม แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ค่ะ

  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หากว่ามีอาการปวดคอแล้วล่ะก็ ควรจะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการกระเทือนต่อกระดูกคอ อย่างเช่น วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น
  • หมั่นฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นคออยู่สม่ำเสมอ
  • พักคอเป็นระยะ ๆ เช่น ระหว่างขับรถ ดูโทรทัศน์ หรือเล่นคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • ควรจะหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บต้นคอ โดยการใช้เข็มขัดนิรภัยในขณะที่ขับรถอยู่

…..ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกดถูกรากประสาท ผู้ป่วยก็จะมีอาการปวดต้นคอ คอแข็ง และมีอาการปวดร้าวหรือเสียว แปลบ ๆ และชาลงมาตามบริเวณไหล่ แขน และมือ ซึ่งมักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ค่ะ เพราะว่ามีส่วนน้อยที่จะเป็นสองข้างพร้อมกัน และอาการจะเป็นมากในเวลาที่เคลื่อนไหวคอในบางท่า อย่างเช่น แหงนหน้ามองที่สูง ก้มเขียนหนังสือ สั่นศีรษะ หรือพยักหน้า เป็นต้น ควรจะปรับคอให้อยู่ตรง ๆ จะทำให้อาการปวดเหล่านั้นทุเลาหรือว่าหายเป็นปกติค่ะ…..

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ

วันนี้เรามีเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งที่เป็นอยู่อวัยวะต่าง ๆ มาฝากค่ะ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

>> มะเร็งกระดูก
จะมีอาการข้อบวม กระดูกบวม และในบางครั้งนั้นจะพบหลังเกิดอุบัติเหตุ จนทำให้เข้าใจว่าเป็นกระดูกหักได้นั่นเองค่ะ

>> มะเร็งของลูกตาในเด็ก หรือ Retemoblastoma
บริเวณนัยน์ตาดำของเด็กนั้นจะมีสีขาววาวคล้าย ๆ กับตาแมว ซึ่งเด็กก็จะบ่นว่าตาข้างนั้นมัวหรือว่ามองอะไรไม่เห็นเลย เมื่ออาการหนักมากขึ้น ตาของเด็กก็จะเริ่มปูดโปนออกมานอกเบ้าตาค่ะ

>> มะเร็งในช่องปาก
โดยจะมีก้อนหรือว่าแผลเรื้อรังเกิดขึ้นที่บริเวณริมฝีปาก ในเยื่อบุช่องปาก ลิ้น โดยเริ่มจากมีฝ้าขาว ๆ ที่เราเรียกกันว่า ลิวโคพลาเคีย (Leukoplakia) ซึ่งมีสาเหตุที่สัมพันธ์กับการระคายเรื้อรัง อย่างเช่น กินหมาก จุกยาฉุน ฟันเกหรือว่าใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ดื่มเหล้าเข้มข้น หรือสูบบุหรี่ เป็นต้น

>> มะเร็งที่จมูกและโพรงหลังจมูก
โดยจะมีอาการเลือดออกทางจมูก หน้าชา คัดจมูก ปวดศีรษะ และในเวลาต่อมาอาจจะมีเลือดปนน้ำเหลืองออกทางจมูก อาการหูอื้อ กลืนไม่ได้ ตาเข ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มะเร็งที่โพรงหลังจมูก นั้นจะมีสาเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มเหล้าที่เข้มข้น การสูบบุหรี่ หรือการติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV) เป็นต้น

>> มะเร็งผิวหนัง
ส่วนมากแล้วจะเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน หรือว่าจุดตกกระในคนแก่ค่ะ โดยมีอาการคันแล้วแตกเป็นแผลเรื้อรัง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ไม่มีอาการเจ็บปวดเลย ในเวลาต่อมาแผลจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีเลือดออกด้วย อาจจะมีสาเหตุสัมพันธ์กับการถูกแสงแดด (แสงอัลตราไวโอเลต การกินยาที่มีส่วนผสมของสารหนู หรือว่าน้ำมันดินที่มีผสมอยู่ในยาจีนยาไทย การสัมผัสถูกสารหนู หรือน้ำมันดิน การระคายเรื้อรังต่อไฝ ปานหรือว่าหูดที่มีอยู่ก่อน เป็นต้น

>> มะเร็งลำไส้ใหญ่
มักจะมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเดินแบบเรื้อรังค่ะ หรืออาจจะถ่ายเป็นเลือดหรือมูกปนเลือดเรื้อรัง มีอาการปวดท้อง ปวดหลัง ซีด น้ำหนักลด และปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ คอเลสเตอรอลในเลือดสูง การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย แต่กินพวกไขมันมาก ประวัติการเป็นมะเร็งในญาติพี่น้อง เป็นต้น

……สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาต่อสุขภาพกายของเราทั้งสิ้นค่ะ เมื่อป่วยแล้วก็จะกระทบไปถึงจิตใจของเรา ดังนั้นคุณจะต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ…..

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก yourhealthyguide.com ]]


โรคเบาหวาน (ตอนที่ 5)

Posted on

*** ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ***

>> เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง
ที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานานหรือตลอดชีวิตซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

>> ควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก 
และการออกกำลังกาย มีความสำคัญมาก ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าปฎิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้ดี อาจหายจากเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอาหารที่มีผลต่อโรค ดังต่อไปนี้

  • ลดการกินน้ำตาล และของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวานและน้ำผึ้ง และควรเลิกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เหล้าเบียร์
  • ลดการกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เผือก มัน เป็นต้น
  • ลดอาการพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หมูสามชั้น อาหารหรือขนมที่ใส่กะทิ หันไปกินอาหารพวกโปรตีน เนื้อแดง ไข่ นม ถั่วต่างๆ รวมทั้งเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เล่นโยคะ กายบริหาร เป็นต้น

>> เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
เพราะอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

>> หมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ
ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบ เพราะอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าจนต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง

  • ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรง ๆ
  • เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรง ๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ
  • อย่าเดินเท้าเปล่า ระวังเหยียบถูกของมีคม หนาม หรือของร้อน
  • อย่าสวมรองเท้าคับไปหรือใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป
  • ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้าควรให้แพทย์รักษา อย่าแกะหรือตัดออกเอง
  • ถ้ามีตุ่มพอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา

>> สิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่
บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือมีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ หรือชักได้ ดังนั้น จึงต้องระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าวให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หาย

>> หมั่นตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง
และตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นวิธีที่บอกผลการรักษาได้แน่นอนกว่าการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว

>> อย่าซื้อยาชุดกินเองเด็ดขาด
เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่ายานั้นไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแน่นอนค่ะ

>> ควรมีบัตรประจำตัวคนป่วย
ที่เขียนข้อความว่า ”ข้าพเจ้าเป็นโรคเบาหวาน” พร้อมกับบอกชื่อยาที่รักษาพกติดกระเป๋าไว้ หากบังเอิญเป็นลมหมดสติ ทางโรงพยาบาลจะได้ทราบประวัติการเจ็บป่วยและให้การรักษาได้ทันท่วงที

>> ป้องกันโรคเบาหวานด้วยการรู้จักกินอาหารที่มีประโยชน์
ลดของหวานให้น้อยลง อย่าปล่อยตัวให้ตัวเองอ้วน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและควรตรวจเช็คปัสสาวะหรือเลือดเป็นครั้งคราว เพราะหากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรกจะสามารถควบคุมอาการของโรคได้

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคลมพิษ

Posted on

โรคลมพิษ

          “โรคลมพิษ (Urticaria)” เป็นโรคที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้น นูนแดง ไม่มีขุย ปื้นมีขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 0.5-10 เซนติเมตร มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน ขา แต่ละผื่นจะคงอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นนั้นจะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่อาจมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ทั้งมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง หน้า-ตาบวม ปากบวม ควรพบแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการเหล่านี้ เช่น แน่นหน้าอก เกิดจากมีการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดอาการหอบหืดถึงชีวิตได้ 

  ชนิดของโรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • ลมพิษเฉียบพลัน ผื่นลมพิษเป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์
  • ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

  สาเหตุของโรคลมพิษทั้ง 2 กลุ่มมีดังนี้

  • อาหาร เช่น อาหารทะเล สารกันบูด สีผสมอาหารบางชนิด
  • ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้
  • การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์
  • อิทธิพลทางกายภาพ ผู้ป่วยบางรายผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
  • การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น แพ้ยา ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด
  • ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง ต่อ ต่อย
  • มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิดจากมีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนังทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัส หรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางรายอาจมีผื่นลมพิษ แต่มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นอยู่นานมักเกิน 24 ชั่วโมง เวลาหายมักมีรอยดำ

ผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากแม้ว่าแพทย์ได้พยายามตรวจอย่างละเอียดแล้วแต่ก็ยังหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มากพอที่จะอธิบายหาสาเหตุได้ทั้งหมด ผู้ป่วยลมพิษจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาด

ผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนังควรปฏิบัติตัวดังนี้ งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดเฉพาะผื่นลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด นำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอเมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที ไม่แกะเกาผิวหนัง อาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึมจนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา อาจใช้โลชั่นคาลาไมน์ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย

….สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ในรายที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขสาเหตุได้ เมื่อกินยาต้านฮีสตามีนผื่นลมพิษมักหาย แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบหรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้โดยง่าย แพทย์ต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษให้ได้ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงจะค่อยๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายโรคอาจเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติไม่ควรวิตกกังวลค่ะ…