โรคไข้เลือดออก

Posted on

โรคไข้เลือดออก

 

ผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน เด็กที่อายุน้อยที่สุดที่พบว่าเป็นไข้เลือดออก คือ อายุประมาณ 2 เดือน เด็กอายุ 5-9 ปี มีโอกาสเป็นโรคบ่อย ระยะหลังพบว่าเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ มีแนวโน้มเป็นไข้เลือดออกมากขึ้น

โรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่จะต้องติดผ่านทางยุงลายเท่านั้น ยุงลาย ซึ่งเป็นยุงที่อยู่ในเมือง เพาะพันธุ์ในน้ำใส เช่นในภาชนะที่ขังน้ำฝน แอ่งน้ำขังบริเวณบ้าน โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กันมด ยุงลายจะกัดเฉพาะเวลากลางวัน โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่กำลังเป็นไข้เลือดออกและมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวผู้ป่วย เมื่อไวรัสตัวนี้เข้าไปอยู่ในตัวยุงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและจะมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุไขของยุง (ประมาณ 1-2 เดือน) ยุงจะแพร่เชื้อไวรัสได้ทุกครั้งที่กัดคน โรคไข้เลือดออกมักระบาดในฤดูฝนเนื่องจากจำนวนยุงจะมีมากขึ้นในฤดูนี้

  ลักษณะของคนที่ได้รับเชื้อ
แบ่งได้ 4 กลุ่มคือ

  • ไม่มีอาการใด ซึ่งส่วนใหญ่ 80-90% อยู่ในกลุ่มนี้
  • ไข้จากการติดเชื้อไวรัส ที่ไม่สามารถแยกได้จากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ
  • โรคไข้เด็งกิ่ว (Dengue Fever) โดยมีอาการเด่นคือ ไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้ออย่างมาก ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จะมีระยะไข้ประมาณ 2-6 วัน เมื่อหายเป็นปกติ ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นแดงตามตัว แขน ขา อาจพบมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือเลือดออกได้แต่อาการจะไม่รุนแรงวิธีการรักษา การรักษาโรคไข้เด็งกิ่ว เป็นการรักษาตามอาการ ผู้ป่วยสามารถรับยาแก้ไข้ พาราเซตามอลได้ ควรเช็ดตัวให้ผู้ป่วยเมื่อมีไข้สูง ห้ามให้ยาลดไข้ที่มีแอสไพริน ควรนอนพักและดื่มน้ำให้เพียงพอ หากมีอาการเหงื่อออกมากหรืออาเจียน ควรรับประทานน้ำเกลือชดเชยด้วย
  • โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

(ต่อ… ตอนที่ 2)


โรคความดันโลหิตสูง

Posted on

โรคความดันโลหิตสูง

           “โรคความดันโลหิตสูง” เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย ผ่านระบบท่อนำเลือดแดงจากเส้นใหญ่ๆ ใกล้หัวใจจนไปถึงปลายสุด คือ เส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง เป็นต้น ค่าความดันที่แพทย์บอกให้ทราบทุกครั้งที่ไปตรวจจะมี 2 ค่าคือค่าแรก (ค่าบน) จะวัดช่วงที่หัวใจบีบตัว ค่าที่ 2 (ค่าล่าง) จะวัดช่วงหัวใจคลายตัว ซึ่งเรียก ซีสโตลิค และไดแอสโตลิคตามลำดับ ซึ่งค่าปกติจะอยู่ไม่เกิน 140/90  มิลลิเมตรปรอทค่ะ

การที่เราจะทราบสถานะของความดันของเราต้องหมั่นวัดบ่อยๆ นะคะ ถ้าไม่รู้จะวัดที่ไหน ก็ตรงไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านเลยนะคะ ยินดีตรวจสอบให้ เมื่อความดันเป็นนานๆ หรือมากๆ เข้าก็จะเริ่มมีอาการ เช่น ปวดศีรษะโดยเฉพาะตอนตื่นใหม่ๆ มึนงง สมองไม่โล่ง วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากเข้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น ทางหัวใจ ก็จะมีเส้นเลือดหัวใจตีบฉับพลัน มีเจ็บหน้าอก ช็อค เสียชีวิต หรือหัวใจล้มเหลว  หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด อาการทางสมอง เช่น โลหิตสมองแตก หรือตีบทำให้มีอาการตั้งแต่เบาะๆ คือวูบ พูดไม่ชัด ชาตามมือเท้า เป็นมากๆ เข้าจะถึงขั้นอัมพาตหรือเสียชีวิต ถ้ามีโรคแทรกซ้อนทางไตก็จะมีอาการไตวาย บวม หอบ และเสียชีวิตได้ นอกจากนั้น อาการแทรกอื่นๆ เช่นตาบอด จากเส้นเลือดในตาตีบหรือแตก ประสาทตาบวม เส้นเลือดที่ขาตีบตัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าภัยของโรคความดันโลหิตสูงถือว่ารุนแรงหนักหนาสาหัสพอสมควร ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว การรักษาจะทำได้ไม่มากนัก

  วิธีป้องกัน
ทำการรักษาแต่เนิ่นๆ ยกเว้นแต่ว่าตั้งใจจะฆ่าตัวตายนะคะ การที่จะรู้แต่เนิ่นๆ ก็โดยตรวจความดันเป็นประจำโดยเฉพาะท่านที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มีประวัติญาติพี่น้องเป็น มีโรคอื่นอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ไขมันสูง เก๊าท์ ดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ ทำไปเถอะค่ะไม่เสียหลาย ขนาดรถยนต์ท่านยัง ตรวจเช็คตามระยะตามกำหนดแถมทำประกันให้ด้วย เพื่ออะไรละค่ะ ก็เพื่อดูว่ามีอะไรบกพร่องจะได้ไม่ตายกลางทาง ยิ่งเครื่องบินยิ่งแล้ว ตรวจกันทุกเที่ยวบินขนาดนั้นก็ตกกันได้ ชีวิตเราสำคัญกว่ารถยนต์เยอะค่ะ

  การวินิจฉัย
ต้องวินิจฉัยให้แน่นอนว่าสูงจริงหรือไม่ โดยการตรวจหลายๆ ครั้ง อาจจะถึง 3-4 ครั้ง แล้วเอาค่าเฉลี่ยว่ามากกว่า 140/90 หรือไม่ต้องตรวจสอบว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่เพื่อพิจารณาหาแนวทางและชนิดยาที่จะใช้ ต้องตรวจสอบว่ามีโรคแทรกซ้อนแล้วหรือยัง ส่วนใหญ่จะเน้นหัวใจ ไต สมอง เป็นหลัก การรักษาอันดับแรก ถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก กินอาหารอ่อนเค็ม ไขมันต่ำ ออกกำลังกายพอสมควร งดเหล้า บุหรี่ หลีกเลี่ยงความเครียด อดนอน ถ้าความดันยังไม่ลดลงตามเกณฑ์แพทย์ก็จะพิจารณา ให้ยาลดความดัน ซึ่งยาลดความดันมีหลายชนิดเพื่อเหมาะสมกับความรุนแรง ระยะเวลา อายุ หรือโรคที่เป็นร่วมกับความดันโลหิตสูง เช่น คนหนุ่มกับคนสูงอายุ ความดันสูงเฉยๆ กับความดันร่วมกับเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ เป็นค่ะ….


โรคกรดไหลย้อน

Posted on

โรคกรดไหลย้อน

 

           “โรคกรดไหลย้อน” เป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงาน เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างร่างกายจะมีกลไกป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น การบีบตัวของหลอดอาหาร การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน และส่วนล่าง เยื่อบุของหลอดอาหารมีกลไกป้องกันการทำลายจากกรดนั่นเองค่ะ….

  สาเหตุของโรค
การที่เกิดโรคกรดไหลย้อนนั้นเชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง มีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้มีการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นไปในหลอดอาหารได้ง่าย โดยปกติถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปในคอหอยจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนหดตัว ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อนนั้นเชื่อว่ามีการทำงานของระบบป้องกันดังกล่าวเสียไป จึงมีกรดไหลย้อนขึ้นไปในคอหอย กล่องเสียง และปอดได้ค่ะ

  อาการของโรค

  • อาการทางกล่องเสียงและปอด อาจมีเสียงแหบเรื้อรังหรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง ไอหรือรู้สึกสำลักในเวลากลางคืน กระแอมไอบ่อย เจ็บหน้าอก เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ก็จะแย่ลงได้ค่ะ
  • อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร อาจมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้ รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ เจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อยนั่นเองค่ะ

  การรักษา

  • ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน
    การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม
  • หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัวค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอนนะคะ
  • พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัดค่ะ
  • รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป สามารถรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งได้ค่ะ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็นค่ะ

โรคไส้ติ่งอักเสบ

Posted on

โรคไส้ติ่งอักเสบ

 

อาการปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่วๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบๆ สะดือ อาจเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้

แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการปวดแบบมาตรฐาน(classical symptom) จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพักๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก pre-ileal or post-ileal type) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่างๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา

อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆ

การรักษา ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ ต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว

ปวดท้องทั่วไปจากโรคอื่นๆ โดยทั่วไป มักปวดเป็นพักๆ

ถ้าเป็นจากโรคแผลในกระเพาะ มักปวดใต้ลิ้นปี่ สัมพันธ์กับอาหาร โดยจะท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย หรือปวดจุกเสียดก็ได้ มักเป็นหลังอาหาร( คือทานอาหารแล้วแย่ลง) แต่ถ้าเป็น แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเป็นที่ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา มักปวดจุกเสียดก่อนอาหาร พอทานอาหารแล้วจะดีขึ้น

อาการปวดจากถุงน้ำดี มักเป็นที่ชายโครงขวา อาจมีร้าวไป บริเวณมุมล่างของสะบักขวาหรือบริเวณระหว่างสะบัก จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ จะมีอาการแน่นหรืออืด หลังทานอาหารมันๆ (Fat Intolerance) หรือมีปวดท้องหลังอาหารเย็นเป็นพักๆ ที่ชายโครงขวา (Biliary Colic) ปวดจากนิ่วในท่อไต อาการปวดจะเป็นพักๆ มากบริเวณเอวด้านหลังอาจร้าวมาขาหนีบ หรือบริเวณอัณฑะ ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นสีน้ำล้างเนื้อ

ปวดจากปีกมดลูก หรือรังไข่ จะปวดบริเวณท้องน้อย ไม่สัมพันธ์กับอาหาร มักมีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ ทางช่องคลอดร่วมด้วย

จะสังเกตว่าอาการปวดท้อง ในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่ง หรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกกันยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้ แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

Posted on

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคมะเร็ง”

             เป็นที่ทราบกันว่า “โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่ร้ายแรงอย่างมาก คนที่ตายด้วยโรคนี้เป็นอันดับต้นๆ วันนี้เราจึงนำสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ เพื่อที่จะเรียนรู้จักกับโรคนี้และหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ค่ะ มาดูกันเลยดีกว่า….

  อาการของโรคมะเร็ง
ในระยะเริ่มแรกโรคมะเร็งจะไม่แสดงอาการนะคะ อวัยวะต่างๆ ก็ไม่มีอาการที่แสดงออกมาให้เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็มีสามารถสังเกตอาการของตัวเองได้ ดังนี้ค่ะ

  • มีตุ่ม ก้อน หรือแผลเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น อวัยวะเหล่านี้จะมีลักษณะที่โตขึ้นผิดปกติค่ะ
  • หูดหรือปานของคุณโตขึ้นผิดปกติ
  • หากมีแผล ก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ไม่หายสักทีและโตขึ้นด้วยค่ะ
  • เสียงจะแหบเรื่อยๆ และเกิดอาการไอโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เกิดอาการตกขาวหรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด
  • เกิดอาการท้องอืด เบื่ออาหาร และผอมลงอย่างมาก หรือกลืนอาหารลำบากด้วยค่ะ
  • ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะที่ผิดปกไปจากเดิม

  สาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อกันว่าสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ที่ทดลองได้นั้น เราเรียกกันว่า “คาร์ซิโนเจน” (Carcinogen) ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซมที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ปกติในร่างกายพิการไปด้วย โดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลยล่ะค่ะ จนเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และลุกลามไปเบียดเสียดเซลล์ดีออกไป จนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้น และแตกกระจายออกไปเป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุดนั่นเองค่ะ

  แนวทางการรักษา

  • ในระยะเริ่มเป็นอาจจะใช้วิธีการผ่าตัด ฉายแสง หรือใส่แร่เรเดียม หรืออาจจะต้องทำร่วมกันทั้งหมดก็ได้ค่ะ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์นั่นเองค่ะ
  • ระยะต่อมาจะใช้สารเคมี ฉายแสงรังสี ซึ่งจะทำกับรายที่เป็นมากและมีอาการหนักแล้ว เป็นการช่วยประทังให้คนไข้มีชีวิตอยู่และบางรายก็จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วยค่ะ