เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เรานำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้ยังคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรคไมเกรนเช่นเคยนะคะ ซึ่งโรคนี้ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตของคนวัยเรียนและวัยทำงานเลยก็ว่าได้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศหญิงจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้สูงกว่าผู้ชายเยอะเลยค่ะ เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้กันต่อเลยนะคะ

โรคไมเกรนถือได้ว่าเป็นโรคที่สามารถวินิจฉัยได้โดยการซักประวัติคนไข้และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดค่ะ และไม่ต้องใช้วิธีการวินิจฉัยทางอื่นใดก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วการเจาะเลือด การเอ็กซเรย์ หรือว่าการตรวจคอมพิวเตอร์สมองจึงไม่จำเป็นต่อการวินิจฉัยโรคไม่เกรนค่ะ และตามปกติแล้วการที่เรามีอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรนจะรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตามอลธรรมดา แต่ยาที่ได้สามารถรักษาได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ยาแก้ปวดแอสไพริน ขนาด 2 เม็ด ซึ่งควรกินในขณะที่เรากำลังปวดอยู่จะดีที่สุด แต่ทั้งนี้ห้ามกินยาในขณะที่ท้องกำลังว่างนะคะ เพราะว่าจะทำให้เราเป็นแผลในกระเพราะได้ค่ะ หรือไม่ก็ทำให้เลือดออกในกระเพาะ และที่หนักสุดก็คือทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

…..เมื่อเราทราบถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดโรคนี้แล้วล่ะก็ ต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ และถ้าหากว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่คุณจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอและสิ่งที่เราแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ แล้วอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ…..

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก cityvariety.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

 

เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้เรามีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาฝากค่ะ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาติดตามไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อาการของโรคไมเกรนนั้นจะทำให้เราปวดศีรษะเรื้อรังเป็นเวลานาน ที่หนัก ๆ หน่อยก็อาจจะเป็นสิบปีเลยก็ได้ว่า จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลใจว่าตัวเองจะไม่หายจากโรคนี้อย่างแน่นอน หรือคิดว่าอาจจะเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดคั่งในสมอง หรือกลัวว่าอาจจะเป็นอัมพาตหรือว่าเกิดอาการพิการตามมาในภายหลังได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดหัวไม่หายเสียที เพราะว่ามีเรื่องเครียดและวิตกกังวลอยู่เสมอนี่เอง ถ้าหากว่าปวดหัวจากอาการเครียดนั้นจะปวดบริเวณทั่วทั้งศีรษะ บางคนก็ปวดเหมือนมีอะไรมารัดที่หัว อาการจะแสดงออกมาในช่วงสายหรือว่าบ่ายของแต่ละวัน ในช่วงเช้าไม่ค่อยมีอาการมากนัก และถ้าหากว่าได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่อาการปวดหัวเหล่านี้ก็จะดีขึ้นมากเลยล่ะค่ะ

…..อาการไมเกรนไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่เราคิดนะคะ ไม่ต้องตกใจและเก็บไปวิตกกังวลมากเกินไป เพียงแค่เราทำจิตใจให้สบาย ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ทำให้ตัวเองเครียด และเมื่อเจอกับปัญหาก็รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่ห่างไกลจากโรคไมเกรนแล้วล่ะค่ะ…..

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก cityvariety.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [2]

 

เรื่องเราเกี่ยวกับโรคภัยไข่เจ็บที่เรานำมาฝากทุกท่านในวันนี้เป็นเรื่องราวของโรคไมเกรนค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ค่ะ แต่ทั้งนี้เรามักจะพบในวัยเรียนและวัยทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าอาการของโรคไมเกรนนั้นมีลักษณะอาการอย่างไรบ้าง 

>> อาการของโรคไมเกรน

  • เมื่อเราเป็นโรคไมเกรนเรามักจะมีอาการปวดศีรษะครึ่งซีกค่ะ โดยอาจจะเป็นบริเวณขมับหรือว่าบริเวณท้ายทอยก็เป็นได้ ปวดทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน หรือสลับข้างกันปวดก็เป็นได้ค่ะ
  • เรามักจะปวดตุบ ๆ ครั้งหนึ่งกินเวลานานถึง 20 นาทีเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าหากว่าเรารับประทานยาลดอาการไมเกรน อาการปวดหัวก็จะทุเลาลงตามลำดับ ถ้าในรายที่เป็นหนัก ๆ ก็อาจจะปวดทั้งวันหรือเป็นสัปดาห์เลยค่ะ
  • เมื่อเราปวดศีรษะอย่างรุนแรงมักจะตามมาด้วยการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยค่ะ บางครั้งอาจจะอาเจียนในขณะที่กำลังปวดศีรษะหรือว่าก่อนหรือหลังก็ได้ค่ะ บางคนอาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้เลยก็มีค่ะ
  • บางครั้งเราปวดศีรษะมากจนเห็นแสงสว่างเป็นเส้น ๆ เลยค่ะ หรือว่าเห็นภาพปกติเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว ถ้าอย่างนี้ถือว่าอาการหนักแล้วล่ะค่ะต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

…..และจากการสำรวจล่าสุดพบว่าโรคไมเกรนนี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายค่ะ เพราะว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ละเอียดอ่อนและคิดมากพอสมควร ชอบคิดแทนคนอื่น จนนำไปสู่การเกิดความเครียดและเป็นโรคไมเกรนในที่สุดค่ะ เพราะฉะนั้นแล้ววิธีการดูแลตัวเองอย่างง่าย ๆ ก็คือเราจะต้องทำจิตใจให้ร่าเริงอยู่เสมอ และรู้จักปล่อยวางในสิ่งที่เราควรปล่อยวาง เพียงเท่านี้เราก็จะห่างไกลจากโรคนี้แล้วล่ะค่ะ…..

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก cityvariety.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

เมื่อพูดถึงเรื่องโรคไมเกรน เราเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคที่พบได้มากในคนวัยทำงานหรือว่าในวัยเรียน เนื่องจากมีสภาวะความเครียดและความกดดันสูงอีกด้วยค่ะ แต่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างที่เราคิดแน่นอน วันนี้เราจึงนำรายละเอียดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรนมาฝากเพื่อที่ทุกคนจะได้รู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างให้แข็งแรงปราศจากโรคภัยอยู่เสมอ เรามาติดตามกันเลยดีกว่าค่ะว่ารายละเอียดที่เรานำมาฝากนั้นมีอะไรบ้าง

>> ความหมายของโรคไมเกรน
ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหลอดเลือดแดงในสมองของคนเราที่มีมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรวดเร็วและรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าหากว่าเป็นมากก็จะมีอาการตามพร่ามัวและมองเห็นแสงระยิบระยับอีกด้วยค่ะ

>> สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไมเกรน

  • เกิดจากความเครียด
  • เกิดจากการอดหลับอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ทำงานหนักมากจนเกินไป ไม่ดูแลตัวเอง
  • เป็นประจำเดือน หรือเป็นในช่วงที่รับประทานยาคุมกำเนิด
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • เกิดจากาการรับประทานอาหารบางชนิด ตัวอย่างเช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อคโกแลตเป็นต้น

…..เมื่อเรารู้ถึงความหมายของและสาเหตุของโรคไมเกรนแล้ว เราจะต้องหลีกเลี่ยงสภาวะต่าง ๆ เหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับตัวเองนั่นเองค่ะ และถ้าเข้าข่ายว่าเป็นโรคนี้อยู่ล่ะก็ควรจะทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ…..

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก cityvariety.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [4]

 

>> อย่าหยุดทานยาคุมกำเนิดเพียงเพราะว่าปวดหัว สำหรับผู้หญิงบางคนถ้าทานยาคุม ไมเกรนจะกำเริบมากยิ่งขึ้น ในกรณีนี้ให้นำยาไปให้สูตินารีแพทย์ดู เผื่อว่าแพทย์จะสั่งยาคุมตัวอื่นที่เหมาะกับเราให้เราลองทานดูได้ อย่างไรก็ตามหญิงสาวที่เป็นไมเกรน และทานยาคุมด้วยนั้นจะต้องไม่สูบบุหรี่เป็นอันขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ

>> ไม่ได้มีแต่ยาที่ช่วยแก้ปวดหัว หากคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอาการปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแนะนำนั่นก็คือ ไบโอฟีดแบ็ก คือ กรรมวิธีการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน หรือโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง ระบบขับถ่ายไม่ดี ความดันเลือดสูง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น เทรนนิ่งออโตเจโน คือการควบคุมตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เหมาะกับคนที่ชอบวิตกกังวล เป็นไมเกรน มีความเครียดสูงหรือเป็นโรคหอบหืด และการฝังเข็ม วิธีการเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยืนยันว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้

>> เกร็ดน่ารู้

  • หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนแน่นอนแล้วละก็
    คุณควรจะหาชาสมุนไพรเก๊กฮวยดื่มซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้
  • หากใครกำลังใช้ยารักษาไมเกรนยี่ห้อ Avamigram, Cafergot, Degran, Poligot-CF และ Polygot
    ควรจะต้องรู้ว่าห้ามทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์ หากต้องการให้ได้ผลควรนอนพักผ่อนในห้องที่มืด เงียบ และอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่หากมีอาการข้างเคียง เช่น ขาไม่มีแรงเจ็บหน้าอก แขน คอ ไหล่ หรือปวดท้อง ปลายมือเท้าชา และรู้สึกเย็นซ่า รีบหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน [3]

>> อย่าเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบ่อย ๆ 
เนื่องจากการนอนมากหรือน้อยกว่าปกติ การทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่อาจทำให้ปวดหัวได้ การที่ทำกิจวัตรต่าง ๆ ไม่ต่อเนื่องกันนี้เสี่ยงต่อการปวดหัวโดยเฉพาะกับคนที่เป็นไมเกรนในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งคุณไม่ควรเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันช่วงวันเสาร์วันอาทิตย์บ่อยมากนักนะคะ และอย่าได้ประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่าง ๆ เหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะยิ่งถ้าหากคุณเพิ่งฟื้นไข้ คุณจะต้องทานยาที่ถูกต้องและพกยาติดตัวไว้เสมอ เผื่อว่าเกิดปวดหัวขึ้นมากะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปวดหัวได้นะคะ

>> อาการปวดหัวไม่ใช่ผลข้างเคียงของประจำเดือน
คุณอย่าไปคิดว่าการปวดหัวเป็นผลเคียงจากการมีประจำเดือนนะคะ เพราะว่าการที่คุณปวดหัวทุกครั้งในช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วง 2 วันแรกก่อนมีประจำเดือนถึงจะแสดงว่าคุณเป็นไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งเกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ปวดหัวนานกว่าเดิม มากกว่าเดิม และรักษายากยิ่งกว่าเดิม ในกรณีนี้ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าวแต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการให้แน่ใจนะคะ

>> ยาที่ใช้รักษาโรคอื่นอาจทำให้ปวดหัวได้
ยาที่แพทย์สั่งให้ทานเพื่อรักษาโรคอื่นที่เป็นอยู่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เราปวดหัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ในกรณีนี้ลองให้แพทย์สั่งยาตัวอื่นที่รักษาโรคนั้น ๆ ได้และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ มารับประทานแทนนะคะ

>> อย่าพยายามเอาชนะโรคไมเกรนในช่วยสุดสัปดาห์

บางคนมักปวดหัวในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากการปัญหาสุขภาพและพักผ่อนมากเกินไป การพักผ่อนนี้ก็เป็นผลมาจากความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นตลอดวันทำงานที่ผ่านมา ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดต่าง ๆ แล้วหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับสุนัข เป็นต้นค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคไมเกรน

 

ไมเกรนนั้นได้กลายมาเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ เนื่องจากการสำรวจพบว่าผู้หญิงร้อยละ 18 ต้องเผชิญกับปัญหานี้ต่างค่ะ ซึ่งจะพบในผู้ชายเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นเองค่ะ

ถ้าหากว่าอาการปวดหัวที่เกิดนั้น หากว่านาน ๆ เป็นทีก็ไม่ควรวิตกกังวลให้มากนักนะคะ แต่เมื่อไรที่คุณเป็นบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม หรือว่ามีการปวดมากจนไม่สามารถทำงานได้ คุณอย่านิ่งนอนใจนะคะ คุณลองมาอ่านข้อแนะนำต่อไปนี้แล้วนำไปพิจารณาดูว่าคุณเข้าข่ายเป็นไมเกรนหรือแค่ปวดหัวธรรมดากันแน่ค่ะ มาดูกันเลยค่ะ

>> อย่าประมาว่าไมเกรนเป็นเรื่องเล็กน้อย

เพราะคนที่เป็นไมเกรนจะปวดหัวรุนแรงและมักปวดหัวข้างเดียว ถ้าหากว่าไม่ได้รับการรักษาโดยทันที คุณอาจจะต้องทรมานปวดหัวต่อไปอีก ถึงวันละ 4 ชั่วโมง นานถึง 3 วันติดกันเลยทีเดียวค่ะ และนอกจากนี้อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือแพ้แสงในลักษณะเห็นแสงแบบดาวระยิบระยับ หรือว่ามักได้กลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ถ้าหากยังละเลยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่พบแพทย์ รับรองว่าว่าอาการของคุณก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ ค่ะ

>> ไม่ควรรักษาโรคด้วยตัวเอง

อาจจะมีหลาย ๆ คน พยายามรักษาอาการปวดหัวเหล่านี้ด้วยตัวเอง ถือว่าผิดเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะพบว่าผู้ป่วยไมเกรน 58 คน จาก 100 คน ไม่เคยไปขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เลย ถึงแม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชั่วคราวได้ก็จริง แต่ถ้าหากว่าอาการเข้าข่ายเป็นไมเกรน ยาแก้ปวดพาราเซตามอล 2 เม็ด ก็คงจะไม่พอค่ะ แต่การเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้นนั้นอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการติดยาในเวลาต่อมา เนื่องจากบางคนอาจทานยาถึง 16 วัน ใน 1 เดือน หรือมากกว่า 180 วันใน 1 ปี เราจึงพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ เนื่องจากทานยาแก้ปวดมากเกินไปนั่นเองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]