เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคเริมริมฝีปาก” [4]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคเริมริมฝีปาก” [4]

      เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บในวันนี้ เรามีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโรคเริมที่ริมฝีปากมาฝากค่ะ เนื่องจากเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเราพอสมควร และมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากโรคนี้ได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้าง 

>> วิธีการป้องกันโรคเริมที่ปาก
วิธีการป้องกันโรคนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ เลยค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เป็นโรคนี้หรือว่าไม่มีความเสี่ยงก็ตาม แต่สิ่งที่เราควรทำก็คือการป้องกันเอาไว้ก่อนนะคะ เพราะเชื้อโรคอยู่ในอากาศเราไม่รู้ว่าจะมาติดต่อเราได้ตอนไหน ทั้งนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอก็เป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ เลยค่ะ เพราะเมื่อร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว ภูมิต้านทานโรคก็จะดีตามไปด้วย ทำให้โรคต่าง ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ง่าย ๆ ทั้งนี้ยังพบว่าการที่เราทาครีมกันแดดเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้ด้วยค่ะ หากว่าร่างกายของเราอยู่ช่วงอ่อนแอหรือว่าไม่สบาย เราจะต้องรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่และรับประทานยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดนะคะ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสของโรคนี้นั่นเอง ทั้งนี้การรับประทานวิตามินบีหรืออาหารที่มีวิตามินบีก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ เช่น เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว ซีเรียลโฮลเกรน และขนมปังโฮลวีท เป็นต้น

…..สิ่งสำคัญที่จะทำให้โรคนี้ไม่สามารถทำอะไรเราได้ก็คือ การมีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่เสมอนั่นเองค่ะ โดยเราจะต้องหมั่นออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัยและกิจวัตรประจำวัน และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบห้าหมู่ในทุก ๆ วันอีกด้วยค่ะ….

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคเริมริมฝีปาก” [2]

Posted on

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคเริมริมฝีปาก” [2]

 

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร แต่ถ้าหากว่าเชื้อไวรัสของโรคนี้ได้เข้าสู่ร่างกายของเราแล้วล่ะก็ จะทำให้เกิดโรคนี้ได้อย่างรวดเร็ว มักจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีค่ะ และสาเหตุอื่น ๆ ก็คือการถูกแสงแดดจัด ๆ ในขณะที่ร่างกายของเรากำลังอ่อนแอหรือป่วยอยู่ เกิดจากความเครียด เกิดจากการที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

>> วิธีการรักษาโรคเริมริมฝีปาก

  • ถึงแม้ว่าโรคเริมที่ปากจะหายไปเองโดยใช้เวลาประมาณ 10 วัน แต่เราควรทาครีมฆ่าเชื้อไวรัสเพื่อให้หายเร็วขึ้นด้วยนะคะ ควรทาทันทีเมื่อเรารู้สึกแสบและคันแผลค่ะ
  • ขอคำแนะนำจากคุณหมอหรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญก็ได้ค่ะ ซึ่งยาที่ได้มาก็จะเป็นยาต้านเชื้อไวรัส ครีมรักษาเริมที่ปาก ยาลดอาการอักเสบและบวม เป็นต้น
  • นำน้ำแข็งมาประคบบริเวณที่เป็นแผลโรคเริมโดยตรง จะช่วยลดอาการบวมของแผลและปวดน้อยลงด้วยค่ะ
  • ทาด้วยน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเลมอนบาล์ม กลิ่นทีทรีออยล์ก็ได้นะคะ เนื่องจากมีสรรพคุณในการต้านเชื้อไวรัสของโรคนี้นั่นเองค่ะ
  • การดื่มชารสเลมอนบาล์มก็สามารถช่วยได้เช่นกันค่ะ หรืออาจจะเป็นรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสมุนไพรโกลเด้นซีล หรือยาอิชินาเชียชนิดแคปซูล เป็นต้น

…..โรคเริมที่ริมฝีปากไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงนัก ถ้าหากว่าเราหมั่นดูแลร่างกายของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับรองได้ว่าอาการป่วยต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตามไม่สามารถทำอะไรเราได้อย่างแน่นอนค่ะ…..

////////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


ความเชื่อผิด ๆ ของคนเป็นโรคหวัด [2]

Posted on

ความเชื่อผิด ๆ ของคนเป็นโรคหวัด [2]

ทางการแพทย์ได้ระบุเอาไว้ว่า น้ำผึ้งและซุปไก่นั้นก็ถือว่ามีประสิทธิภาพที่จะช่วยในการร่นระยะเวลา ในการเป็นหวัดของคนเราให้สั้นลงไปอีกราว ๆ 2-3 วัน เลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำผึ้งค่ะ ส่วนซุปไก่น้ำใสนั้นก็มีคุณสมบัติพิเศษในการต่อต้านการอักเสบอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยร่นเวลาการเป็นหวัดลงแล้ว พร้อม ๆ กับที่ช่วยไล่เสมหะด้วยค่ะ

และนายแพทย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Georgetown คนนี้ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าหากว่าคุณเป็นหวัด แล้วคุณรับประทานอาหารไม่ลงเท่าไหร่ ก็ถือว่าไม่เป็นไรค่ะ แต่คุณจะต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ ไม่ว่าน้ำนั้นจะเป็นน้ำหรือว่าน้ำชาก็ได้เช่นกันค่ะ เพื่อให้ในร่างกายของคุณมีของเหลวเข้าสู่ร่างกาย นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลยล่ะค่ะ ส่วนการให้เด็กน้อยที่เป็นหวัดดื่มนมนั้น จะเป็นการดีหรือไม่นั้น นายแพทย์ Ranit ได้กล่าวไว้ว่า นมนั้นไม่ทำให้สารคัดหลั่งเพิ่มมากขึ้นหรอก แต่จะไปทำให้เหนียวขึ้นต่างหาก ซึ่งอาจจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดไปบ้าง แต่ถ้าสำหรับเด็กทารกตัวน้อย ๆ ที่ดื่มนมแม่เป็นอาหารเพียงอย่างเดียวนั้นก็ไม่ควรให้หยุดนมอย่างเด็ดขาดค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังมีความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับโรคหวัดเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ ทั้งที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งแพทย์ได้กล่าวว่า ข้อแนะนำที่ดีที่สุดนั่นก็คือ การใช้วิธีไหนก็ได้ที่ได้ผลกับตัวเองมากที่สุด  ถึงแม้ว่าวิธีนั้นจะไม่ทำให้อาการดีขึ้นก็ตาม แต่ก็คงไม่ทำให้อาการแย่ลงไม่ใช่หรือคะ เพราะว่าโรคหวัดนั้น ร่างกายของเราก็จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสเองและสามารถหายได้เองค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก eduzones.com ]]


ความเชื่อผิด ๆ ของคนเป็นโรคหวัด

Posted on

ความเชื่อผิด ๆ ของคนเป็นโรคหวัด

 

“มีเชื้อไวรัสอยู่ประมาณ 200 ชนิดด้วยกัน ที่นับได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคหวัด เพราะว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะคิดว่า ถ้าหากติดเชื้อหวัดไปครั้งหนึ่งแล้วก็จะทำให้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้นไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่านั่นเป็นความเชื่อที่ผิด ๆ” นายแพทย์ Ranit Mishori แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย กล่าว

และนอกจากนั้นแล้วยังมีความเชื่อต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวกับโรคหวัด ที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางการแพทย์ ตัวอย่างเช่น มีความเชื่อกันว่าสาเหตุหลักของการเป็นหวัดนั้นก็คือ การที่ไปอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น และถึงแม้ว่าการศึกษาบางชิ้นจะชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยนั้นจะป่วยบ่อยมากกว่าปกติในช่วงฤดูหนาว แต่นายแพทย์ Ranit ยังได้บอกว่า อากาศที่หนาวเย็นนั้นไม่ใช่สาเหตุของการเป็นหวัด แต่เป็นเพราะว่าผู้คนมักจะอยู่รวมกัน จนทำให้เชื้อไวรัสของโรคหวัดนั้นสามารถถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ง่ายมากขึ้น อาจจะเป็นการสัมผัสมือทักทายกัน การไอ หรือว่าการจาม เป็นต้น

และในขณะที่ยังไม่มีการรักษาโรคหวัดได้อย่างแท้จริงนั้น  ยังมีสิ่งที่ควรจะปฏิบัติเพื่อเป็นการลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดลง เช่น การรับประทานวิตามินซีนั่นเองค่ะ ถึงแม้ว่าแพทย์จะบอกว่าวิตามินซีนั้นไม่ได้ช่วยป้องกันการเป็นหวัดเลย แต่ก็ยังมีหลักฐานที่เป็นตัวชี้ว่าวิตามินซี ช่วยไม่ให้อาการของหวัดนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากว่าคุณรับประทานวิตามินซีเข้าไปในปริมาณวันละ 2,000 มิลลิกรัม นับตั้งแต่วันแรกของการเป็นหวัดแล้วล่ะก็ อาจจะไปช่วยร่นระยะเวลาในการเป็นหวัดของคุณให้สั้นลงก็เป็นได้ค่ะ และการรับประทานวิตามินซีนั้นก็ไม่ได้ทำเกิดอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใดนะคะ

///////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก eduzones.com ]]


โรคไข้หวัดหมู [2]

Posted on

โรคไข้หวัดหมู [2]

>> วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดหมู
ต่อมาใน ค.ศ. 1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งได้เสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงได้เกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1998 จึงได้มีการพิสูจน์พบว่าหมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม H3N2, H1N2, และ H1N1 และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชียและแคนาดาอีกด้วยค่ะ

และต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปี ที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่ว่าอาการเหล่านี้จะหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่าไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุดได้เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก และได้มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าโรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเองค่ะ    

>> การติดต่อของโรคไข้หวัดหมู
เชื้อไข้หวัดหมูนั้นได้มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตามปกติแล้วคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู ยกเว้นผู้ที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับหมูก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้ (แต่มักไม่ค่อยพบกรณีนี้) ทั้งยังไม่ค่อยพบกรณีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คนอีกด้วย แต่ในกรณีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกนั้นเป็นที่ชัดเจนว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน เพราะผู้ป่วยบางรายไม่เคยมีประวัติสัมผัสหมูแต่อย่างใดค่ะ

ทั้งนี้นั้นเชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วย และยังสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งการติดต่อกันทางลมหายใจด้วยค่ะ หากว่าอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อและสามารถติดต่อได้จากมือหรือว่าสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคนั้นจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา ไม่ว่าจะเป็นการแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมูค่ะ

//////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไข้หวัดหมู

Posted on

โรคไข้หวัดหมู

โรคไข้หวัดหมู หรือ Swine influenza ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยงและหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งในหมูอาจจะมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้จนทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรคนั่นเองค่ะ

ไข้หวัดหมูส่วนใหญ่มักจะแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแต่ก็สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้นเกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคนซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือและไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชียและยุโรปนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกกันว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

>> วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดหมู
ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ปี ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่าง ๆ จนก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 61 จะมีประวัติการสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหารที่รัฐนิวเจอร์ซี่ ซึ่งมีผู้ป่วย 13 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือว่ามีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ก็แสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คนได้ค่ะ

/////////
[[ ขอบคุณบทความดีดีจาก kapook.com ]]


โรคไวรัสตับอักเสบบี

Posted on

โรคไวรัสตับอักเสบบี

 

         “ไวรัสตับอักเสบบี” เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดหนึ่งที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีทั่วโลก ประมาณ 350-400 ล้านคน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูงเช่นเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอัฟริกา ประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวน 6-7 ล้านคน เลยล่ะค่ะ

>> วิธีรักษา
แบ่งการรักษาของผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่เป็นพาหะ
    ได้แก่ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัส โดยไม่มีอาการและตรวจการทำงานของตับปกติ ในกลุ่มนี้ความรุนแรงไม่มาก และโอกาสตอบสนองการให้ยาต้านไวรัสน้อย ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสในระยะนี้ ยกเว้นผู้ที่ตรวจชิ้นเนื้อตับมีพยาธิสภาพรุนแรง หรือผู้ที่ต้องได้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • กลุ่มที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
    ผู้ป่วยอาจมีหรือไม่มีอาการ  ตรวจพบเชื้อไวรัส และตรวจการทำงานของตับ AST, ALT สูงกว่าค่าปกตินานกว่า 6 เดือน กลุ่มนี้พิจารณาให้ยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณไวรัสสูงมากกว่า 100,000 copies ต่อมิลลิลิตร และควรตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อบอกความรุนแรงและแยกจากโรคอื่น
  • กลุ่มที่เป็นระยะตับแข็ง
    ถ้าพบว่ามีเชื้อไวรัสในเลือด ใช้ยากิน และในรายที่ตับแข็ง ใช้ยากินต้านไวรัสในคนที่ยังไม่ติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เพราะผลข้างเคียงน้อยกว่ายาฉีด  และพิจาณาผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อมีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม ถึงแม้ว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถลดการอักเสบและลดพังผืดในตับ แต่โอกาสหายขาดไม่มาก และมีผลข้างเคียง และค่าใช้จ่ายสูง วิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เป็นไวรัสตับอักเสบ บี  ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี  ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้ง ที่ 0,1 และ 6 เดือน

>> วิธีปฏิบัติเมื่อเป็นไวรัสตับอักเสบบี    

  • งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  และหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราปนเปื้อนซึ่งสร้างสาร Alphatoxin ที่เป็นพิษต่อตับได้
  • รับประทานอาหารเพียงพอ สุก และสะอาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • พบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจดูการทำหน้าที่ของตับและตรวจหาภาวะแทรกซ้อน
  • ตรวจเลือดหาระดับ AFP และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง สม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยงเช่น ระยะตับแข็ง เพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี และและมีประวัติมะเร็งในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก

โรคชิคุนกุนยา

Posted on

โรคชิคุนกุนยา

        “โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคที่ติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ที่มีพาหะนำโรคเป็นยุงลาย ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคไข้เดงกี จะต่างกันตรงที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือดนั่นเองค่ะ เราจึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการถึงขั้นรุนแรงมากจนถึงมีการช็อก

  การติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
เดิมแล้วเชื้อโรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากทวีปแอฟริกา และผู้ที่เป็นคนบรรยายลักษณะของโรคชิคุนกุนยาเป็นคนแรก ก็คือ Marion Robinson และ “W.H.R. Lumsden” ในปี ค.ศ. 1955 โดยก่อนหน้านั้นประมาณ 3 ปี มีการระบาดของโรคในดินแดนที่ราบสูงมากอนดี ซึ่งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศโมแซมบิก และแทนซาเนียในปัจจุบันค่ะ และจากนั้นก็มีการพบการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยาเป็นครั้งคราวในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ โรคนี้จะพบได้มากในฤดูฝน เพราะยุงได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้นด้วยค่ะ สามารถเกิดได้กับคนทุกอายุ แตกต่างกับไข้เลือดออกและหัดเยอรมันที่โดยมากแล้วจะพบในช่วงอายุที่น้อยกว่า 15 ปีค่ะ

  แหล่งที่พบในประเทศไทย
ประเทศไทยมีการค้นพบการระบาดของโรคชิคุนกุนยาจำนวน 7 ครั้ง ด้วยกันค่ะ ได้แก่

  • ครั้งที่ 1 พบเมื่อ พ.ศ. 2531 ที่จังหวัดสุรินทร์
  • ครั้งที่ 2 พบเมื่อ พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี
  • ครั้งที่ 3-6 พบเมื่อ พ.ศ. 2536 ที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคายค่ะ
  • ครั้งที่ 7 พบเมื่อ พ.ศ. 2551 ที่จังหวัดนราธิวาส และปัตตานีค่ะ

  สาเหตุของโรคชิคุนกุนยา
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ “ชิคุนกุนยา” ซึ่งเป็น RNA Virus และจัดอยู่ใน Genus Alphavirus และ Family Togaviridae ไวรัสชิคุนกุนยามีความใกล้ชิดกับ O’nyong’nyong virus และ Ross River virus ที่พบในประเทศออสเตรเลียอีกด้วยค่ะ และยังเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ Eastern Equine Encephalitis และ Western Equine Encephalitis ด้วยล่ะค่ะ โดยเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาสามารถติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยในขณะที่มีไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสที่ว่านี้ก็จะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะมีการปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัดด้วยค่ะ ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคนี้ได้ค่ะ

  ระยะฟักตัวของโรค
ปกติจะฟักตัวอยู่ประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยก็ประมาณ 2-3 วัน ค่ะ

  ระยะติดต่อ
ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ประมาณวันที่ 2–4 ซึ่งเกิดจากเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาอยู่ในกระแสเลือดมากที่สุดนั่นเอง

  ที่มาของชื่อไวรัสชิคุนกุนยา
มาจากคำในภาษา “Makonde” (เป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกา อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิกค่ะ) เดิมเรียนตามรากศัพท์พื้นเมืองว่า “Kungunvala” เมื่อแปลตามภาษาอังกฤษก็ได้ว่า “That Which Bends Up” ซึ่งไปสอดคล้องกับลักษณะอาการของโรคที่ได้ระบุว่าเป็นการปวดข้อนั่นเองค่ะ

  อาการของโรค

  • ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ อาการของผู้ใหญ่ที่เด่นชัดมากที่สุดก็คือ มีอาการปวดตามข้อ เมื่อตรวจแล้วอาจจะพบข้ออักเสบได้ และโดยมากจะเป็นที่ข้อเล็กๆ มากกว่าข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้นค่ะ
  • อาการปวดข้อจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาจรุนแรงมากขึ้น จนทำให้บางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อได้ และจะหายไปเองภายใน 1-12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยบางรายอาจจะปวดข้ออีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา หรือบางรายอาจจะปวดนานเป็นเดือนหรือเป็นปีก็อาจเป็นได้ค่ะ แต่ก็ยังไม่เคยพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อกเลยค่ะ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก นอกจากนี้ยังพบ Tourniquet test ที่ให้ผลบวก และอาจเกิดจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้ค่ะ